Someone like U 7-2 นาฬิกาไม่บอกเวลา

แน่นอน ถ้าท่านมีจินตนาการ และมีเรื่องที่อยากจะให้คนอื่นได้อ่านฝีมือท่าน ห้องนี้ไม่เลว

Moderator: koalar, Super_R, ศรีธนนชัย

Someone like U 7-2 นาฬิกาไม่บอกเวลา

โพสต์โดย honey dew » อังคาร ม.ค. 21, 2014 4:06 pm

..
...
ดวงตาสีน้ำตาลกะพริบถี่ๆ ติดกันหลายครั้ง หูเหมือนได้ยินเสียงแว่วๆ ของกลุ่มคนจำนวนหนึ่งแต่ไม่สามารถตีความคำพูดเหล่านั้นได้

หญิงสาวตัดสินใจมองออกไปนอกบานหน้าต่าง ท้องฟ้าสีฟ้าสดใสไร้เมฆทำให้เธอนึกถึงใครบางคน รอยยิ้มของใครคนนั้นที่เธอเคยมองเห็นได้ทุกเวลา

ยามต้องการ มือคู่นั้นที่มักจะยื่นมาเป็นหลักให้จับเสมอ พอคิดถึงตรงนี้น้ำตาก็เริ่มเอ่อและล้นจากขอบตา เธอค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเกาะขอบหน้าต่างที่เปิดเอาไว้

สายลมเย็นพัดเข้ามาปะทะดวงหน้าเหมือนในวันนั้น ...

โบสถ์หลังคาสูงให้ความรู้สึกปรอดโปร่งกลับถูกอัดแน่นไปด้วยความเศร้าสลด หญิงสาวดวงตาสีน้ำตาลในชุดสีดำสนิทนั่งอยู่ที่ม้านั่งยาวแถวที่สอง

เหม่อมองไม้กางเขนที่ตั้งรวมอยู่เทียน 1 คู่และเจกันดอกไม้ที่วางไว้ทางด้านศีรษะของร่างเด็กหนุ่มวัยเพียง 17 ปี หลังจากที่นำกิ่งไม้ที่จุ่มน้ำเสกพรม

ไปในโลงรูปหกเหลี่ยมแล้ว เธอก็กลับมานั่งนิ่งๆอยู่ที่ม้านั่งนี้ เธอจำไม่ได้ว่าได้อธิษฐานอะไรเพื่อให้ดวงวิญญาณของเด็กหนุ่มไปสู่สวรรค์

ตามที่ได้รับคำบอกเล่าก่อนเข้าร่วมพิธี เธอจดจำได้เพียงใบหน้าที่เหมือนคนนอนหลับใหลอยู่เท่านั้น ในใจเธออยากเปล่งเสียงปลุกให้เขาตื่น

แอบหวังให้เขาเพียงทนทรมานจากความเจ็บปวดไม่ไหวจึงกินยานอนหลับชนิดรุนแรงเข้าไป ทำให้ตกอยู่ในสภาพเหมือนคนตายเพียงชั่วขณะ

และเมื่อฤทธิ์ยาหมดลง เขาก็จะฟื้นลืมตาขึ้นมาพร้อมด้วยรอยยิ้มและคำพูดที่ว่า “ตกใจละสิ คิดว่าฉันตายไปจริงๆใช่ไหมล่ะ” แต่เวลาก็ล่วงเข้าวันที่ 3 แล้ว

ร่างของเขายังไม่มีทีท่าว่าจะขยับเขยื้อนเธอรอจนบาทหลวงสวดวิญญาณจนจบก็ยังไม่มีสัญญาณใดๆ จากผู้ที่นอนหลับอย่างสบายในโลง

ถ้าเขาคิดจะทดสอบความอดทนของเธอ เธอก็พร้อมจะรอ

....เด็กสาวในชุดสีดำติดระบายลูกไม้สีเดียวกับชุดที่ชายกระโปรงยืนมองโลงหกเหลี่ยมที่ถูกเคลื่อนออกมาหลังพิธีมิสซา

ถูกหย่อนลงไปในหลุมที่ถูกเตรียมไว้ หัวใจของเธอชาวาบเมื่อยินเสียงโลงกระทบกับพื้นดิน บ้านหลังสุดท้ายของเขาคือที่แห่งนี้ก้อนดิน

ที่ถูกห่อกระดาษไว้ในมือเธอมันหนักจนเธอแทบยกไม่ไหว ดอกไม้สีขาวลอยคว้างกลางอากาศก่อนหล่นกระทบโลงไม้ดอกแล้วดอกเล่า

รองเท้าส้นสูงสีดำคู่ใหม่ที่เพิ่งซื้อมาพาเธอมาหยุดอยู่หน้าหลุมที่ถูกขุดลึกลงไปในดิน พิธีหลังจากนั้นเป็นอย่างไรบ้างเธอไม่อาจจำได้

แสงแดดที่ส่องเข้ามาทางหน้าต่างดึงให้เขมกรกลับมาสู่ปัจจุบัน ความเศร้าโศกในพิธีวนเวียนเหมือนฉายหนังซ้ำๆ

สนามบาสที่มองเห็นได้จากตรงนี้ว่างเปล่าแต่ในบางคราวเธอกลับเห็นเขาวิ่งอยู่ที่นั่น ธนนท์ผู้มีร่างกายแข็งแรงกำลังวิ่งตามลูกกลมๆ

สีส้มท่ามกลางแสงอาทิตย์ ที่รอบสนามมีนักเรียนหญิงมากมายส่งเสียงวี้ดว้ายตอนเขาวิ่งผ่าน เสียงคนพึมพำแทรกเข้ามาทำลาย

ภาพความคิดทำให้หญิงสาวรู้สึกมึนงง เธอยกสองมือขึ้นกุมศีรษะ แล้วทุกอย่างรอบตัวก็หมุนคว้างทำให้ไม่อาจทรงตัวได้ทุกอย่างมืดดับไปพร้อมกับสติของเธอ

“เป็นแบบนี้จะดีหรอ” หญิงสาวผิวคล้ำ จมูกโด่งงุ้มเล็กน้อยนั่งมองหญิงสาวที่นอนหลับอยู่บนเตียงเหล็กของห้องพยาบาล

เหลือบมองชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างๆ สีหน้าของเขาเคร่งเครียดตลอดเวลาดวงตาจ้องมองนิ่งอยู่ที่ใบหน้าซีดของหญิงสาวตรงหน้า

“เดือนกว่าแล้วนะที่ธนนท์เสีย แต่เรย์ยังไม่ดีขึ้นเลย” ความจริงเธอไม่ใช่เพื่อนสนิทของคนทั้งคู่ แต่ข่าวในระยะนี้ทำให้เธอรู้สึกเป็นห่วงเขมกรขึ้นมา

จนวันนี้ได้ยินข่าวว่าหญิงสาวเป็นลมในห้องเรียนจึงหาโอกาสมาเยี่ยมที่ห้องพยาบาล

“แล้วคิดว่าต้องทำยังไง” ชายหนุ่มรู้สึกโดดเดี่ยวและรู้สึกว่าเขาเพียงลำพังไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ เขมกรมีอาการเซื่องซึมไม่พูดไม่จา

ตั้งแต่พิธีศพวันแรก ถึงเธอจะมาโรงเรียนตามปกติ แต่ไม่เคยมีปฏิกิริยาต่อคนรอบข้าง เธอไม่ตอบคำถาม และไม่เคยตั้งคำถามกับใคร

เอาแต่นั่งเหม่อลอย บางครั้งก็ลุกมายืนมองที่หน้าต่างแล้วร้องไห้ ทำให้อาจารย์เป็นห่วงเพื่อนบางคนที่เคยไม่ชอบเธอก่อนหน้านี้

เห็นแล้วยังอดสงสารไม่ได้ แม้แต่เขาเองก็ยังไม่สามารถทำลายกำแพงแข็งแกร่งที่เธอสร้างขึ้นมาได้ เขาไม่อาจติดต่อสื่อสารกับเธอ

ทั้งที่เธออยู่ตรงหน้า คำพูดไม่อาจทะลุเข้าไปในดินแดนที่เธอซ่อนตัวอยู่ได้

“ไปหาหมอดีไหม ...จิตแพทย์” พัดหยุดมองสีหน้าชายหนุ่มก่อนจะบอกไปตามตรงว่าเธอคิดอย่างไร

“มันเป็นเรื่องที่ทางบ้านเขาต้องตัดสินใจไม่ใช่หรอ” เขาเป็นแค่เพื่อน จะไปทำเรื่องแบบนั้นได้อย่างไร แต่ก่อนเขมกรคิดยึดเอาเขาเป็นหลัก

ปกป้องตัวเองจากความโดดเดี่ยว มาวันนี้ทั้งที่เขาอยู่ข้างๆ เธอตลอดแต่เธอกลับเลือกที่จะทำเป็นมองไม่เห็น ไม่รับรู้การมีตัวตนของเขา

และเลือกที่จะอยู่เพียงลำพัง หลายครั้งที่เขาพยายามเรียกเธอแต่ดวงตาของเขมกรว่างเปล่า ไม่มีการตอบสนอง เขาไม่แน่ใจว่าเธอไม่ได้ยินเขาจริงๆ

หรือแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินกันแน่ เขาเคยไปเยี่ยมเธอที่บ้าน พ่อและแม่แม้จะเป็นห่วงลูกสาวแต่ก็อยากให้เวลาช่วยรักษาอาการมากกว่า

หากผ่านไปสักพักแล้วยังไม่ดีขึ้นถึงจะยอมพาไปพบแพทย์ ถึงอย่างไรเธอก็ยังไม่ถึงขั้นอดข้าวอดน้ำ และเขายังเคยเห็นบางช่วงเวลา

ที่เธอเหมือนกลับมาเป็นปกติ


......ดวงตาสีน้ำตาลกรอกไปมาภายใต้เปลือกตาที่ปิดอยู่ ชั่วครู่จึงเปิดขึ้น ภาพเบื้องหน้าของเธอมีผู้ชายที่ให้ความรู้สึกคุ้นเคย

กำลังจ้องมองมาที่เธอ ประกายความหวังเล็กๆ ซุกซ่อนอยู่ในนั้นเมื่อเธอมองสบตาเขา ลำคอแห้งผากทำให้เปล่งเสียงได้ลำบาก

แต่เธอก็พยายามขอน้ำเขา แล้วน้ำแก้วหนึ่งก็ถูกยื่นมาตรงหน้า หญิงสาวรับน้ำมาดื่มแล้วมองไปรอบๆห้อง เหมือนสำรวจอะไรบางอย่าง

ก่อนดวงตาสีน้ำตาลจะหยุดอยู่ที่ผู้หญิงอีกคนที่อยู่ในห้อง

“เป็นไงบ้างเรย์ รู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า” พัดเอื้อมมือจะเข้ามาจับแต่ถูกเจ้าตัวเบี่ยงตัวหลบทำให้มือชะงักค้าง

“เรย์” สายตาแน่วแน่ของชายหนุ่มยังคงจับจ้องอยู่ที่ดวงหน้าของเขมกร เขาขยับเข้ามานั่งบนเตียงอย่างระมัดระวัง เมื่อเห็นว่าคนบนเตียง

เพียงแค่จ้องหน้ากลับไม่มีท่าทีปฏิเสธเหมือนก่อนหน้านี้ ก็ค่อยๆ จับมือทั้งสองข้างของเธอแล้วบีบเบาๆ

เขมกรมองมือตัวเองที่อยู่ในอุ้งมือใหญ่กระแสความอบอุ่นไหลผ่านเข้ามาทางสัมผัสที่อ่อนโยน แต่แล้วพอเธอจะบีบมือตอบเขา

รอบตัวก็กลายเป็นความว่างเปล่า เสียงกระซิบของใครคนหนึ่งเรียกสายตาของเธอให้หันไปที่เตียงข้างๆ ร่างของเด็กหนุ่มวัยเดียวกัน

กึ่งนอนกึ่งนั่งอยู่บนเตียง ใบหน้าขาวซีดพอจะบอกได้ว่าเขาป่วยหนักแต่กลับส่งรอยยิ้มสดใสมาให้เธอ เขมกรก้าวลงจากเตียง

เดินเข้าไปหาเด็กหนุ่มคนนั้น เธอไม่มีทางจำเขาไม่ได้ ธนนท์ในชุดผู้ป่วยสีฟ้าพยายามจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ดูเหมือนเสียงของเขา

จะเบาจนเธอไม่อาจได้ยินสิ่งที่เขากำลังสื่อสาร

“ป๊อก ทำไมเธอถึงอยู่ที่นี่”

“ตามหา..ให้เจอ” เสียงชายหนุ่มนอกจากจะเบาแล้วยังขาดหายเป็นห่วงๆ ทำให้เธอฟังไม่ถนัด ทุกก้าวที่เดินเข้าไปใกล้

ยิ่งทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้น

เขมกรหยุดยืนมองชายหนุ่มในชุดผู้ป่วยสีฟ้า ซึ่งเป็นชุดที่เขาใส่ประจำตอนที่รักษาตัวอยู่โรงพยาบาล แม้ใบหน้าจะซีดขาว

แต่ไม่แสดงถึงอาการเจ็บปวดใดๆ การสื่อสารที่ไม่ชัดเจนเท่านั้นที่แบ่งแยกเขาและเธอออกจากกันเหมือนอยู่กันคนละโลก

“เธอ...สบายดีไหม” หญิงสาวพยายามกลั้นเสียงสะอื้นที่ทำให้คอตีบตันจนเกือบจะเปล่งออกมาเป็นคำพูดไม่ได้

ชายหนุ่มเหมือนจะได้ยินสิ่งที่เธอพูด เขาจึงยิ้มตอบกลับมา

“สัญญา …ผ่านแล้วนะ ....เวลา...ความทรงจำ..คนใหม่” ชายหนุ่มยังพยายามบอกบางอย่างกับเธอ ด้วยเสียงแหบพร่า

ประโยคที่ขาดหายเป็นห้วงๆ ทำให้เธอไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพยายามจะสื่อสารกับเธอ และในตอนที่เธอเดินเข้าไปใกล้

ผิวซีดขาวของเขาก็ค่อยๆ กลายเป็นโปร่งแสงและดูเหมือนจะมีละอองสีเงินลอยฟุ้งขึ้นจากร่างของเขา เธอเอื้อมมือเข้าไปหมายจะสัมผัสตัวเขา

แต่ทันทีที่แตะโดนแขนของเขา ละอองสีเงินก็ยิ่งกระจายตัวขึ้นในอากาศ แล้วร่างของเขาก็หายไปต่อหน้าต่อตา

“ป๊อ....ก !” หญิงสาวตะโกนสุดเสียง หยดน้ำรินออกจากขอบตา ตกกระทบพื้นก่อนจะสะท้อนกับแสงอาทิตย์ เป็นประกาย

เขมกรมองมือของตัวเอง ที่คว้าได้เพียงอากาศ ยังไม่ทันที่สมองจะสั่งการอะไรร่างของเธอก็ถูกรวบไว้ในอ้อมแขนของใครบางคน

เขมกรหันมองคนที่อยู่ด้านหลังของเธอแม้ไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน แต่สัมผัสนั้นกลับบอกว่าเธอจะปลอดภัย

ห้องทั้งห้องหมุนคว้างอีกครั้งเธอเริ่มได้ยินเสียงคนพูดคุยกัน ดวงตาพร่าเลือนพยายามเพ่งมองใบหน้าที่ทับซ้อนกัน

ระหว่างชายหนุ่มสองคน ใบหน้าซีดขาวของชายหนุ่มที่เธอไม่อาจจับต้องได้อีกกับสีหน้าเคร่งขรึมของชายหนุ่มอีกคนที่คุ้นเคยกันมานาน

รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นที่ริมฝีปากบางพร้อมกับน้ำตาที่ไหลพรูออกไม่ขาดสายก่อนสติที่เหลืออยู่จะดับมืดไป เสียงกระซิบเบาๆ ที่ข้างหู

ทำให้เธอรู้สึกเหมือนร่างค่อยๆ ดำดิ่งลงไปสถานที่แห่งหนึ่งที่อยู่ลึกลงไป

“ทำไมถึงเป็นแบบนี้” ชายหนุ่มมองร่างของหญิงสาวที่ไร้สติรับรู้ในอ้อมแขนของตัวเอง เขาและพัดได้แต่มองเขมกรที่อยู่ๆ

ก็ลุกขึ้นไปที่เตียงข้างๆ และทำเหมือนเขาและพัดไม่มีตัวตนประหนึ่งว่าเธอได้หลุดออกไปอีกโลกหนึ่ง

จนเมื่อเสียงตะโกนเรียกชื่อเพื่อนสนิทของเขาหยุดลง เขาจึงรีบเข้ามารับร่างที่โงนเงนของเขมกรไว้ตอนที่เธอทรุดลงกับพื้น

“ป๊อก ถ้าแกคิดว่าติดหนี้ฉันอยู่ ขอร้องล่ะ…แกปล่อยเรย์ไปซะที”

..
...

:thankyou thanks:
honey dew
 
โพสต์: 120
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. ธ.ค. 17, 2009 12:44 am

ย้อนกลับไปยัง เรื่องสั้น - นิยาย - การ์ตูน

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 4 ท่าน

cron