Someone Like U # 7-1: นาฬิกาไม่บอกเวลา

แน่นอน ถ้าท่านมีจินตนาการ และมีเรื่องที่อยากจะให้คนอื่นได้อ่านฝีมือท่าน ห้องนี้ไม่เลว

Moderator: koalar, Super_R, ศรีธนนชัย

Someone Like U # 7-1: นาฬิกาไม่บอกเวลา

โพสต์โดย honey dew » เสาร์ พ.ย. 23, 2013 10:37 am

...
................

หญิงสาวผมยาวสีน้ำตาลที่มีสีของดวงตาเป็นสีเดียวกันกำลังตั้งใจใช้สมาธิเล็งเป้าหมายในมือก่อนจะใช้แรงกดกรรไกรตัดเล็บ

ลงไปอย่างแม่นยำ

“ความจริงก็ยังไม่ยาวเท่าไหร่นะ” เสียงของคนที่นอนบนเตียงดังมาจากด้านหลัง ทำให้หญิงสาวหันมาทำหน้าดุใส่

ก่อนจะ หันกลับไปจัดการกับภารกิจของตัวเองต่อ เธอใช้เวลาในการตัดเล็บเท้าให้ธนนท์มา 15 นาทีแล้ว ด้วยกลัวว่าจะตัด

ไปโดนเนื้อจึงทำให้แต่ละครั้งที่กรรไกรจะได้ทำหน้าที่ของมันเธอจะใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ

ธนนท์อมยิ้มแล้วส่ายหน้ากับความดื้อรั้นของเธอ ก่อนหน้านี้เธอก็พยายามจะสระผมให้เขาด้วยตัวเองโดยไม่พึ่งพยาบาล

แต่ผลที่ได้คือเสื้อของเขาเปียกชุ่มไปทั้งตัวทำให้เธอยอมแพ้และคืนหน้าที่นี้ให้คนอื่นทำแทนเสีย เสียงเปิดประตูทำให้หญิงสาว

ชะงักมือ เงยหน้าขึ้นไปมองแล้วรีบยกมือไหว้ผู้หญิงวัยประมาณ 40 ปลายๆ ที่มีดวงตาอ่อนโยนใจดีซึ่งยืนอยู่หน้าประตู

ผู้หญิงคนนี้คือแม่ของธนนท์เธอเคยเจอท่านมา 2 ครั้งแล้วไม่นับรวมครั้งนี้ แม้จะไม่ค่อยได้คุยอะไรกันมากแต่ก็รู้สึกได้ว่า

ท่านเป็นผู้ใหญ่ที่ใจดีมีเมตตา แม้จะมีสภาพอิดโรยหลงเหลือให้เห็นอยู่บ้าง ด้านหลังของท่านกัญจน์ปวีร์เดินถือของกินตามเข้ามา

สบตากับเธอแล้วพยักหน้าให้เป็นการทักทาย ก่อนจะรู้หน้าที่เดินไปจัดการอาหารใส่จาน

“วันนี้พ่อเขาไม่ว่าง แมชท์เลยไปรับแม่ที่บ้านน่ะ แวะซื้อหมูสเต๊ะเจ้าประจำที่ลูกชอบมาให้ด้วย วันนี้เป็นไงบ้าง

ทำอะไรกันอยู่ตัดเล็บหรอ” แม่ป๊อกเดินเข้ามาลูบขาลูกชาย เห็นเขมกรถือกรรไกอยู่ในมือก็หันไปถาม หญิงสาวได้แต่พยักหน้าเขินๆ

“เดี๋ยวแม่กินกับแมชท์กับเรย์ไปก่อนเลยนะครับ ป๊อกยังไม่หิว”

“แล้ววันนี้เป็นไงบ้าง ยังปวดอยู่ไหมกินยาตามเวลาหรือเปล่า” แม้คำถามนี้ดูเหมือนเป็นการถามคนป่วยโดยตรง

แต่กลับจงใจมองไปทางเขมกรให้ช่วยยืนยัน

“ทานยาตรงตามเวลาที่หมอสั่งค่ะ หมอยังบอกเลยว่าอาการดีขึ้น” เขมกรตอบแทนเพราะคิดว่าคำถามนี้ที่จริงแล้วน่าจะเป็นของตน

“พี่มีมี่เป็นไงบ้าง กลับไปคืนดีกับแฟนหรือยัง” อยู่ดีๆ ธนนท์ก็พูดถึงบุคคลที่สามขึ้นมา ทำให้คนที่เหลือตามไม่ทัน

แต่แมชท์รู้สึกตัวไวกว่าคนอื่นจึงตอบไปตามตรงว่าหลังจากกลับไปอเมริกา มีมี่ก็ไม่ได้ติดต่อเขามาอีก

ซึ่งเขาก็ไม่รู้ว่าเธอกลับไปดีกับแฟนหรือเปล่า เมื่อมีมี่ไม่ได้อยู่ที่บ้านเขาเขมกรก็ย้ายกลับไปอยู่บ้านของตัวเอง

แต่เขาก็ยังไปรับไปส่งเหมือนเดิม

“เดี๋ยวแม่ขอไปคุยกับหมอก่อนนะ กินกันไปก่อนเลย” เมื่อผู้อาวุโสสุดออกจากห้องไป เขมกรก็ผ่อนลมหายใจออกมายาวๆ

จนธนนท์นั่งขำ เขารู้ว่าแม่ตัวเองไม่ใช่คนน่ากลัวแต่ความเป็นห่วงอาการป่วยของเขามากไปของท่าน ทำให้คนอื่นๆ อึดอัด

และลำบากใจทั้งยังต้องระมัดระวังในการตอบคำถามเป็นอย่างมาก เพราะวันก่อนแมชท์บอกว่าเขาไม่ค่อยอยากอาหาร

ท่านก็ไปตระเวนหาร้านอาหารที่เขาชอบกินเพื่อที่จะได้ทำให้เขากินอาหารได้มากขึ้น ซึ่งนั่นทำให้เขาไม่กล้าคุยกับแม่

เรื่องอาการเจ็บป่วยเท่าไหร่เพราะกลัวท่านจะเป็นกังวลมากเกินไป ตอนนี้ทุกคนจึงได้แต่ถอนใจโล่งอกเมื่อนาที

ของความกดดันผ่านพ้นไป
.......
...............

เขมกรมองนาฬิกาข้อมือหน้าปัดสีส้มที่วางอยู่บนโต๊ะข้างหัวเตียง เธอเข้าใจว่าเขาเอานาฬิกาเรือนนี้ไปปล่อยขายนานแล้ว

หลังจากที่ซื้อจากเธอมาได้ในราคาถูกอย่างเหลือเชื่อ ใครจะรู้ว่าเขายังเก็บรักษามันไว้อย่างดี

“ฉันอยากให้เธอเก็บไว้” ชายหนุ่มที่ดูอิดโรยจากการรักษา ส่งเสียงขึ้นมาหลังจากเห็นเธอเอาแต่จ้องมองนาฬิกาเรือนนั้นอยู่นาน

ตั้งแต่เข้าห้องมา

“ทำไมปกติเธอไม่ใส่มันล่ะ”

“ที่จริงฉันชอบมันมากนะ ตั้งแต่ซื้อมาก็ใส่ตลอดแต่พอรู้ประวัติที่มาของมันแล้วก็เลยไม่ได้ใส่อีก
กลัวจะไปแทงใจเพื่อน หะๆๆ”

“เวอร์ไปแล้ว ฉันไม่ได้เป็นคนคิดเล็กคิดน้อยแบบนั้นซะหน่อย ของแบบนั้นฉันไม่อยากได้คืนหรอกนะ”

แมชท์ ที่ยืนเกาะขอบหน้าต่างอยู่พูดขึ้นมาเมื่อหัวข้อสนทนาพาดพิงมาถึงตน

“แล้วทำไมต้องยกให้ฉันด้วยล่ะ ถ้าเธอชอบมันมากก็เก็บไว้ใส่เองสิ” เขมกรมองนาฬิกาสำหรับผู้ชาย

ที่ไม่น่าจะเข้ากับข้อมือเล็กๆ ของเธอได้

“เพราะอยากให้เธอเก็บเวลาของฉันเอาไว้”

อีกสองคนที่เหลือ พูดอะไรไม่ออก เพราะธนนท์ไม่ใช่คนที่จะพูดอะไรแบบนี้ออกมาได้ และก็ไม่มีใครรู้ว่าควรจะพูดอะไร

ออกไปในตอนนี้

“นี่ ฉันคิดประโยคนี้มานานมากเลยนะ พวกเธอช่วยซาบซึ้งกันหน่อยได้ไหม”

“ช่วงนี้แกไม่ได้ดูพวกหนังเกาหลีอะไรแบบนั้นใช่ไหม” กัญจน์ปวีร์ เคยได้ยินประโยคทำนองนี้จากเพื่อนผู้หญิงในห้องเรียน

ที่คลั่งไคล้ละครเกาหลี เขายอมรับว่าคำพูดเหล่านั้นล้วนกินใจทำให้น้ำตาไหลได้ แต่ก็ไม่เคยได้ยินในชีวิตจริงสักครั้ง

ซึ่งพอมาได้ยินจากปากเพื่อนวันนี้ก็ไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี

“เอ่อ เดี๋ยวแม่เราจะมาเยี่ยมน่าจะซื้อของฝากมาเยอะเพราะรู้ว่ามีปลิงสองตัวเกาะอยู่ที่ห้อง เรย์ช่วยลงไปรอรับหน่อยได้ไหม”

“นี่ ปลิง เปลิง อะไรกันพวกฉันไม่ได้มากินของเยี่ยมกันฟรีๆนะ ก็ดูแลเธอเป็นอย่างดีเหมือนกัน แล้วเธอจะเอาอะไรหรือเปล่า
จะได้แวะซื้อขึ้นมาให้”

“แม่ซื้อของมาเยอะแล้วล่ะ ไม่เป็นไรหรอก”

พอเขมกรออกจากห้องไปเรียบร้อยแล้ว ธนนท์ก็กดโทรศัพท์ไปบอกแม่เรื่องที่ให้เขมกรลงไปรอรับอยู่ข้างล่าง หลังจากนั้น

ภายในห้องผู้ป่วยก็ตกอยู่ในความเงียบอยู่พักหนึ่ง กัญจน์ปวีร์รู้ว่าเพื่อนมีอะไรจะพูดกับเขา และที่ให้เขมกรลงไปรอรับแม่ตน

ก็เพราะเรื่องนี้ไม่ต้องการให้เธอรู้

“พักนี้ ฉันมีเรื่องขอร้องแกเยอะเหลือเกินว่ะแมชท์ ฉันชักจะเกรงใจแกแล้วสิ”

“แกเพิ่งจะมาเกรงใจตอนนี้หรือไง”

ชายหนุ่มที่อยู่ในชุดผู้ป่วยหัวเราะ ดวงตาที่เคยสดใสของเขายังคงมีประกายความหวังมันไม่เคยหมองลงเลยสักครั้ง

กัญจน์ปวีร์รู้ดีกว่า เพื่อนต้องสู้กับความเจ็บปวดจากอาการของโรคขนาดไหน แต่ไม่เคยสักครั้งที่เพื่อนของเขาจะปริปากพูดอะไรออกมา

คำว่า “เจ็บ” หรือ “ปวด” หรือ “ทนไม่ไหว” อะไรทำนองนี้เขาไม่เคยได้ยินตลอดเวลาที่ธนนท์รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล

“เรื่องนี้แค่เรื่องสุดท้ายเท่านั้น ถ้าแกรับปากฉันจะไม่ขอร้องอะไรแกอีก” ดวงหน้าของธนนท์สดใส จนไม่เหมือนคนกำลังป่วย

แต่เหมือนนักกีฬาโรงเรียนที่กำลังวิ่งอยู่ในสนามอย่างที่กัญจน์ปวีร์เคยเห็นมานานมากกว่า มีแว้บหนึ่งที่เขาแอบคิดว่า

ธนนท์แกล้งป่วยเพื่อเรียกร้องความสนใจหรือเปล่า แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง เขาก็จะยินดีมากกว่า
.........
................
......................

สายลมพัดเอื่อยๆ เข้ามาทางหน้าต่างเพียงบานเดียวที่เปิดทิ้งเอาไว้ ภายในห้อง 309 ที่เตียงผู้ป่วย

ผ้าปูที่นอนตึงเรียบ ผ้าห่มถูกพับจนเรียบร้อยวางไว้ที่ปลายเตียง ผ้าม่านสีขาวขยับไหวเป็นครั้งคราว ที่โต๊ะข้างหัวเตียง

มีนาฬิกาข้อมือสำหรับผู้ชายวางอยู่ เข็มของมันถูกทำให้หยุดไว้ที่เวลา 12.34 น.ขณะที่เวลาบนนาฬิกาแขวนผนังในห้อง

บอกเวลา 14.30 น.

ชายหนุ่มร่างสูงเปิดประตูเข้ามาในห้อง เขาไม่ว่อกแว่กไปสนใจสิ่งใด สายตาตั้งแต่ที่เดินเข้ามาจับจ้องไปที่นาฬิกาข้อมือเรือนนั้น

และหยิบมันขึ้นมาใส่กระเป๋าก่อนจะออกจากห้องไปด้วยสีหน้าเรียบเฉย ตอนนี้จิตใจของเขาไม่ได้อยู่ที่ห้อง 309 อีกต่อไป

ชายหนุ่มยกมือขวาขึ้นแตะที่นาฬิกาผ่านกระเป๋าเสื้อ น้ำตาที่สะกดกั้นไว้ตั้งแต่เมื่อสองชั่วโมงที่แล้วไหลออกมาโดยที่เขาเอง

ก็ไม่คิดจะฝืนมันอีกต่อไป

......
...........
.......

ภายในห้องกิจกรรมชมรม ‘ศิลปะกับชีวิต’ ที่ดูเงียบสงบในเวลาเย็น แสงแดดที่ส่องผ่านเข้ามาฉาบห้องให้กลายเป็นสีส้ม

ที่พนังสะท้อนเงาร่างของหญิงสาวที่ผอมบางกว่าเคย ใบหน้าถูกระบายด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่หางตากลับมีหยดน้ำใสเอ่อท้น

และค่อย ๆ ทิ้งตัวลงสู่เบื้องล่าง ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์แบบพกพามีการเคลื่อนไหวของบุคคลสองคน

‘รอให้หายก่อนนะ ฉันจะพาไปสวนสัตว์ใต้น้ำที่เพิ่งเปิดใหม่’ เสียงหญิงสาวที่อยู่ในจอดังออกมา เธอกำลังกวาดอาหาร

ใส่เครื่องปั่นตามความต้องการของคนป่วยที่ยังไงก็ไม่ยอมกินอาหารโรงพยาบาล เธอรู้สึกว่าเขาทำตัวงี่เง่ามากช่วงนี้

เพราะบอกให้เธอเที่ยวไปตะเวนซื้อของดังตามที่ต่างๆ มาให้ใส่เครื่องปั่นให้ แต่สุดท้ายก็กินไปได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

เธอดูก็รู้แล้วว่าไอ้อาหารเละๆ ที่กำลังหมุนอยู่ในคมมีดนี้ไม่น่าจะมีรสชาติดีกว่าอาหารโรงพยาบาลไปได้ แต่ก็ต้องตามใจเขา

‘เธอไปถ่ายรูปมาให้ฉันดูก่อนก็ได้นี่ กว่าฉันจะหายคงอีกนานรอไม่ไหวหรอก’

‘นี่ ! ถ้าแค่รูปน่ะฉันหามาให้ได้ ไม่ต้องไปถ่ายเองหรอก’

‘มันไม่เหมือนกันหรอก’ ชายหนุ่มมองอาหารเหลวๆ ที่ถูกเทลงในชามกระเบื้องสีขาว เขารู้ดีว่าเครื่องปั่นนี่น่าอัศจรรย์แค่ไหน

รสชาติอาหารที่อร่อยแค่ไหนพอผ่านเครื่องปั่นเครื่องนี้แล้วจะออกมาห่วย เหมือนๆ กันหมดจนบางทีเข้าก็อยากจะคายออกมา

ตั้งแต่คำแรกที่กิน แต่สิ่งที่เขาต้องการไม่ใช่รสชาติอาหารแต่เป็นความหวังที่จะได้ไปในที่ต่างๆ กับเธอ พวกเขาเคยพูดกันไว้ว่า

จะตะเวนกินอาหารร้านดังๆ ทั่วประเทศให้หมดทุกร้าน เริ่มกันตั้งแต่ตอนนี้ใช้เวลาสัก 10 ปี ก็คงทำตามเป้าหมายได้ แต่ใครจะรู้ว่า

วันนี้แค่อาหารอ่อนๆ เขายังกลืนลงคอได้ยากลำบาก ดังนั้นถึงแม้ไม่อาจทำได้อย่างที่เคยคิดไว้อย่างน้อย มีสักคนได้ไปก็ยังดี

ยังมีเรื่องทำอัลบัมท่องเที่ยวที่เขาเคยพูดไว้ตอนซื้อกล้องมาใหม่ๆ อีก ความตั้งใจหลายอย่างที่อยากจะทำคงไม่อาจทำได้ในเวลานี้

‘ให้แมชท์ไปเป็นเพื่อน จะได้มีเธออยู่ในรูปด้วย’ เขายิ้ม รับชามอาหารที่ถูกปั่นจนไม่อาจรู้ได้ว่าเป็นอาหารชนิดใดกันแน่มาไว้ในมือ

และเริ่มตักคำแรกเข้าปาก ทันทีที่อาหารคำนั้นล่วงเข้าสู่ลำคอ เขาก็รู้สึกพะอืดพะอม อยากจะอาเจียนมันออกมา แต่ดวงตาใสแจ๋ว

ที่ข้างเตียงทำให้ต้องพยายามกลืนมันกลับลงไป มือเขาสั่นเล็กน้อยเมื่อตักอาหารคำที่สองขึ้นมา แค่เห็นของเละๆ

สีน้ำตาลเข้มในช้อนก็อยากจะอาเจียนออกมาแล้ว แต่สิ่งที่เขาทำก็คือยัดอาหารคำที่สองเข้าปากแต่คราวนี้ไม่ได้กลืนลงไปทีเดียว

เจ้าก้อนสีน้ำตาลอ้อยอิงอยู่ในปากของชายหนุ่ม ตามไรผมเริ่มมีเหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นจนโคนผมเปียกชื้นสีหน้าก็เริ่มซีดลง

เหมือนคนโดนบังคับให้กินยาพิษ หญิงสาวเอื้อมมือมาแตะข้อมือเขาไว้เมื่อเห็นว่าเขากำลังทำร้ายตัวเองด้วยการตักอาหารคำที่ 3

‘กินอาหารโรง’บาลดีกว่ามั้ย เราจะไปบอกพยาบาลให้’ เมื่อเห็นอาการของเขาแล้วเธอก็ทนไม่ได้ อาการปวดขาห้ามไม่ได้

แต่การกินอาหารแย่ๆ นั่นเลือกไม่ทำได้

‘ถ้าไม่กินแล้วร่างกายจะอ่อนแอทนรับการรักษาไม่ไหว’ พอกลืนอาหารคำที่สองไปจนหมด เขาก็ส่งอาหารคำที่ 3

เข้าปากตามไปทันที เขมกรลุกขึ้นเดินไปหน้าเคาน์เตอร์ภายในห้อง ซึ่งเป็นจุดที่ซ่อนกล้องไว้จึงได้เห็นใบหน้าชัดเจน

เธอพยายามสะกัดกั้นน้ำตาที่ทะลักขึ้นมา กัดริมฝีปากที่สั่นน้อยๆ ไม่รู้ว่าตัวเองเดินมาตรงนี้ทำไม เพียงแต่ต้องการ
ละสายตาจากภาพที่เห็นเท่านั้น
‘เดี๋ยว เช็ดล้างเครื่องปั่นก่อนนะ’ มือของเธอเย็บเฉียบ ถอดส่วนประกอบของใบมีดออกอย่างเงอะงะ จนทำหล่นลงบนพื้น

ตอนที่กำลังก้มเก็บน้ำตาที่พยายามห้ามไว้ก็ร่วงเผาะ เธอพยายามเงยหน้าให้น้ำตาไหลย้อนกลับเข้าไป แต่มันกลับยิ่งไหลออกมา

หลายวันมานี้อาการปวดของเขาถี่ขึ้น ไม่ได้เป็นบ่อยในช่วงกลางคืนอย่างก่อนหน้านี้แล้ว และบ่อยครั้งที่เธอเห็นเขาทรมาน

จากอาการนั้นจนน้ำตาหยดออกมาเปื้อนหมอนเป็นดวง แต่เธอกลับช่วยอะไรเขาไม่ได้



เงาร่างสูงใหญ่ทาบทับอยู่ที่พนังด้านหนึ่ง สายตาคู่นั้นมองมาที่ร่างของหญิงสาวอย่างแน่วแน่ ก่อนหน้านี้ธนนท์ขอร้องเขา

ให้ซ่อนกล้องไว้ในจุดต่างๆ ภายในห้องพักผู้ป่วย เก็บบันทึกภาพชีวิตที่เหลืออยู่ของเขาเอาไว้ ตอนนี้เขานึกเสียใจ

ที่มอบมันให้เขมกร เขมกรไปงานศพทุกวันแต่ไม่เคยเข้าไปในศาลา เธอไม่กล้าแม้แต่จะมองรูปที่ตั้งอยู่หน้าโลงศพ

ในวันที่ธนนท์ละทิ้งลมหายใจสุดท้าย เขมกรกอดร่างเขาไว้ไม่ยอมปล่อย เธอร้องไห้จนไม่มีน้ำตา เธอนึกอยากเสียใจ

จนสลบไปเหมือนในละครหรือในภาพข่าวการสูญเสียคนในครอบครัวที่เคยเห็น แต่เธอกลับยังมีสติครบถ้วนรับรู้ความเจ็บปวด

โดยไม่ตกหล่นสักวินาที

กัญจน์ปวีร์เดินเข้ามายืนข้างๆ เพื่อนสนิท เขาไม่อยากรู้ว่าภาพเหตุการณ์ไหนทำให้เธอร้องไห้ เขาแค่อยากร่วมแบ่งเบา

ความเจ็บปวดไปจากเธอให้มากที่สุด เพื่อนคนหนึ่งทรมานจากการเจ็บป่วย เขาก็ช่วยอะไรไม่ได้ เพื่อนอีกคนทนทุกข์

จากการสูญเสียเขาก็ยังทำอะไรไม่ได้อยู่ดี

ชายหนุ่มเอื้อมมือออกมาวางบนไหล่บางเงียบๆ หญิงสาวไม่ได้ขยับและไม่หันกลับมามองเขา เธอยังคงจับจ้องชายหนุ่ม

ในจอด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความปวดร้าว

กัญจน์ปวีร์หยิบบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง เขายื่นมันให้กับเขมกร เธอเหลือบมองนาฬิกาหน้าปัดสีส้มบนฝ่ามือเขา

เข็มของมันหยุดอยู่ที่เวลา 12.34 น. ซึ่งเธอเป็นคนปรับไว้เอง มันเป็นเวลาที่ธนนท์หยุดหายใจ นาฬิกาเรือนนี้ไม่สามารถบอกเวลา

ที่เที่ยงตรงอีกต่อไป มันเป็นแค่เครื่องเตือนความจำว่าเธอได้สูญเสียอะไรไปในวันนั้น

หน้าที่ของมันก็มีเพียงเท่านี้...จริงๆ


....
........
..........
แก้ไขล่าสุดโดย honey dew เมื่อ จันทร์ พ.ย. 25, 2013 10:43 am, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
honey dew
 
โพสต์: 120
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. ธ.ค. 17, 2009 12:44 am

Re: Someone Like U # 7-1: นาฬิกาไม่บอกเวลา

โพสต์โดย tohinv » อาทิตย์ พ.ย. 24, 2013 6:57 pm

ตอนนี้เศร้าจัง T_T
แอบหวังว่าจะรอดซะอีก >.<
tohinv
 
โพสต์: 41
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. ธ.ค. 17, 2009 10:14 pm


ย้อนกลับไปยัง เรื่องสั้น - นิยาย - การ์ตูน

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน

cron