Someone Like U # 6-3 ห้องพิเศษ 309

แน่นอน ถ้าท่านมีจินตนาการ และมีเรื่องที่อยากจะให้คนอื่นได้อ่านฝีมือท่าน ห้องนี้ไม่เลว

Moderator: koalar, Super_R, ศรีธนนชัย

Someone Like U # 6-3 ห้องพิเศษ 309

โพสต์โดย honey dew » เสาร์ ต.ค. 26, 2013 10:19 am

ห้องครัวของบ้านกัญจน์ปวีร์ ซึ่งปกติไม่เคยได้ใช้งานอะไรตั้งแต่นายหญิงของบ้านย้ายไปต่างประเทศ นอกจากไมโครเวฟที่ลูกชายเจ้าของบ้านใช้อุ่นอาหาร วันนี้ดูจะครื้นเครงเป็นพิเศษเพราะมีสองสาวลงมาสาละวนอยู่หน้าเตาตั้งแต่เช้า เสียงอุปกรณ์เครื่องครัวกระทบกันไม่หยุดจนชายหนุ่มคนเดียวในบ้านต้องเดินเข้ามาดู

“นี่ อย่าทำบ้านไฟไหม้นะ”

“แมชท์ ขอหม้อมีฝาปิดหรือปิ่นโตหน่อยสิ โจ๊กจะไหม้ติดก้นหม้อแล้ว!” เขมกรมือหนึ่งจับด้ามหม้อ อีกมือก็คนข้าวเละๆ ในหม้อไม่หยุด

“ฉันหาผักไม่เจอ บ้านเธอไม่มีผักสดหรอ” ไม่ทันที่ชายหนุ่มจะเดินพ้นประตูครัวเข้ามาอีกเสียงหนึ่งก็แทรกขึ้น

“เดี๋ยวออกไปซื้อให้แล้วกันพี่สาวจะเอาอะไรบ้างครับ” กัญจน์ปวีร์หยิบหม้อกระเบื้องสีเขียวอ่อนส่งให้คนที่เพ่งสมาธิอยู่กับอาหารตรงหน้า

“งั้น ออกไปด้วยกันดีไหม เรย์จะเอาอะไรเพิ่มหรือเปล่า”

“ไม่ค่ะ” เขมกร ปิดเตาแก๊ส ตักโจ๊กที่คนจนเนื้อเนียนละเอียดใส่หม้ออย่างระมัดระวัง เดินไปเตรียมช้อน กระดาษเช็ดปาก โดยมีสายตาของกัญจน์ปวีร์มองตามตลอดเวลา เพราะธนนท์ไม่ค่อยอยากอาหารและบ่นว่าอาหารโรงพยาบาลไม่ถูกปาก เขมกรจึงลุกขึ้นมาแต่เช้าทุกวันเพื่อทำอาหารที่กินง่ายๆ อย่างโจ๊กเอาไปส่งที่โรงพบาลในตอนเช้า แม้จะเป็นวันธรรมดาก็ต้องเอาอาหารไปส่งคนป่วยก่อนไปโรงเรียน แล้วเจ้าเพื่อนตัวดีของเขา ทั้งที่อาการก็ดูปกติแล้วแต่ก็ยังไม่ยอมออกจากโรงพยาบาลสักที

>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>> <<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<

“ว่างั้นไหม”

“หือ”

“ฉันบอกว่า เย็นนี้เราออกมาหาอะไรกินกันแล้วซื้อไปฝากเพื่อนของเธอที่โรงพยาบาลดีไหม เหม่ออะไรของเธออยู่น่ะ” มีมี่เหลือบมองมือของชายหนุ่มที่เดินอยู่ข้างๆ

“อืม เอาไงก็ได้ เดี๋ยวลองถามสองคนนั้นดู ..ว่าไงเรย์” ชายหนุ่มกดรับโทรศัพท์แล้วรีบกรอกเสียงลงไป มีมี่มองสีหน้าที่ดูตื่นตระหนกขึ้นมาเล็กน้อยแล้วได้แต่ขมวดคิ้วไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

“เธอรีบไปล้างน้ำก่อนเลยล้างให้นานที่สุดนะ เดี๋ยวฉันรีบกลับไป” กัญจน์ปวีร์กดวางสายแล้วส่งของที่ถืออยู่ให้มีมี่ “พี่สาวฝากจ่ายเงินไปก่อนนะ เรย์โดนน้ำร้อนลวกเดี๋ยวผมรีบไปร้านขายยาก่อน”

“อืม ได้สิ”
เสียงประตูอัตโนมัติปิดลง มีมี่ได้แต่มองแผ่นหลังของชายหนุ่มที่วิ่งออกไป ก่อนยกอาหารสุนัขที่ชายหนุ่มซึ่งไม่มีสัตว์เลี้ยงที่บ้านส่งมาให้เธอ ไม่แน่ใจว่าเขาหยิบของผิดหรือใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเพราะความเป็นห่วงใครกันแน่

>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>><<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<

กัญจน์ปวีร์ นั่งมองชายหนุ่มอายุรุ่นราวคราวเดียวกันอีกคนที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงผู้ป่วย เขานึกสงสัยว่าคนตรงหน้ากำลังยิ้มให้เขาด้วยความรู้สึกแบบไหน

“อย่าลืมทำตามที่บอก รับปากไว้แล้วนะ นั่นคือจุดตั้งกล้องจะมี 2 มุมหรือถ้าฉันอยากจะเปลี่ยนมุมฉันจะบอกแกเอง” ชายหนุ่มบนเตียงชี้มือไปตามจุดที่บอก

“ไม่รับปาก ทำเท่าที่ทำได้”

“ไอ้แมชท์ แกนี่มันใจดำเหมือนเดิม เพื่อนขอร้องก็ฟังกันบ้าง” คนบนเตียงพ้อ แต่สายตาแสดงความขอร้องออกมาอย่างชัดเจน

“....” กัญจน์ปวีร์ หันหน้าไปทางอื่นไม่อยากประสานสายตากับเพื่อนที่นอนป่วยอยู่ แต่ต้องรีบเงยหน้าขึ้นเมื่อเห็นความผิดปกติเกิดขึ้น สองมือของธนนท์กำผ้าห่มไว้แน่น มีเหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นตามใบหน้า

“ป๊อก แกเป็นอะไร” กัญจน์ปวีร์ถลาเข้าไปประคองเพื่อน ใบหน้าของธนนท์ซีดลงทุกทีจนทำให้เขาตกใจ

“มะ..ไม่ รอแป๊ปนึงก็ดีขึ้น” ธนนท์กลั้นใจ หลับตาปี๋ ปากเม้มเข้าหากัน ไม่ต้องพูดอะไรออกมาคนอื่นที่เห็นก็สามารถรับรู้ได้ว่า เขาต้องทนรับความเจ็บปวดอย่างมาก

“ฉันไปตามหมอดีกว่า รอเดี๋ยวนะ”
ธนนท์คว้าแขนเพื่อนเอาไว้ พร้อมทั้งส่ายหน้าโดยไม่พูดอะไร ก่อนจะหายใจถี่ๆ อยู่ครู่นึง แล้วจึงสงบลง คิ้วที่ขมวดเข้าหากันเริ่มคลายออก ใบหน้ากลับมามีเลือดฝาดอีกครั้งแม้จะยังซีดจางอยู่บ้างแต่ก็ดูดีกว่าเมื่อครู่มาก กัญจน์ปวีร์เข้ามาประคองตัวคนป่วยให้นอนราบไปกับเตียง เพิ่งยกผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวให้ ประตูก็ถูกผลักเข้ามา

“ได้แอ๊ปเปิ้ลของโปรดเธอมาฝากด้วยละ” เสียงใสๆ ของเขมกรทำให้ชายหนุ่มสองคนในห้องสะดุ้งเล็กน้อย แรงกดที่เพิ่มขึ้นจากปลายนิ้วคนบนเตียงส่งผ่านมาที่ข้อมือของกัญจน์ปวีร์ เขาหันมาสบสายตาที่ไม่ใช่การขอร้องเหมือนก่อนหน้านี้ แต่เป็นการบังคับให้เขาต้องจำใจพยักหน้าน้อยๆ เป็นคำตอบกลับไป

“ฉันอิ่มแล้วล่ะ เพิ่งกินขนมปังไป” เขามองไปทางถุงขนมปังที่เหลืออยู่บนโต๊ะข้างหัวเตียง ที่จริงๆ แล้วกัญจน์ปวีร์เป็นคนกินก่อนหน้านี้

“แต่นี่เป็นผลไม้ล้างปากระหว่างมื้อนะ” เขมกร เทแอ๊ปเปิ้ลลงในชามโคมใบใหญ่ที่หยิบออกมาจากในลิ้นชัก นำไปจัดการล้างก่อนปอกเปลือกใส่จาน

“นี่ รีบไปได้แล้วเดี๋ยวไปรับช้าเจ๊มีมี่ก็วีนแตกหรอก วางแอ๊ปเปิ้ลไว้ตรงนั้นแหละเดี๋ยวป๊อกมันก็กินเองแหละ”

“เดี๋ยวสิ รอให้ฉันเห็นว่าป็อกได้กินก่อน”
ชายหนุ่มบนเตียงยิ้มบางๆ เอื้อมมือไปหยิบแอ๊ปเปิ้ลมากัดเข้าไปหนึ่งคำ

“ไปได้แล้ว ไว้ค่อยกลับมาดูจานเปล่าทีหลัง” แมชท์ดึงแขนเพื่อนสาวให้ออกจากห้องเหลือบมองสีหน้าของธนนท์อีกครั้ง
หลังจากภายในห้องเงียบเสียงลง ชายหนุ่มบนเตียงก็รีบคายแอ๊ปเปิ้ลในปากออกทันที ไม่ใช่แค่ผลไม้โปรด ไม่ว่าอาหารชนิดไหนเขาก็ไม่อยากกินทั้งนั้น ธนนท์ทิ้งตัวลงบนเตียงอีกครั้งสองมือกำแน่นก่อนจะค่อยๆ คลายออกแล้วหลับตาลงช้าๆ ตอนนี้อาการเจ็บที่ขาทวีความรุนแรงขึ้น ในเวลากลางคืนบางครั้งก็ปวดจนนอนไม่หลับ สิ่งที่เขากังวลคือ การเริ่มต้นอธิบายให้เขมกรฟัง เขาเคยพยายามอยู่หลายครั้งที่จะบอกความจริงกับเธอ ว่าเขาป่วยเป็นอะไรกันแน่ แต่จนแล้วจนรอดเขาก็ไม่สามารถพูดออกไปตรงๆ ได้ มีเพียงกัญจน์ปวีร์เท่านั้นที่รู้ว่าจริงๆ แล้วเขาไม่ได้ป่วยเป็นกล้ามเนื้ออักเสบ เขาหวังว่าจะยืดเวลาออกไปให้ผลการรักษาเป็นที่น่าพอใจ เวลานั้นถ้าจะบอกความจริงกับเขมกรเธอคงไม่โกรธเขาหรอก เขาหวังว่าอย่างนั้น


>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>><<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<

เขมกรยืนตัวแข็งทื่อมองภาพตรงหน้าด้วยดวงตาเบิกกว้าง เดินถอยหลังไปเรื่อยๆ จนเกือบจะติดกำแพง สองขาที่พยุงร่างที่ใกล้หมดแรงสั่นเทาจนยืนแทบไม่อยู่ ไม่ทันได้สนใจคนที่เพิ่งเปิดประตูเข้ามา ก่อนที่จะทรุดลงไปร่างที่เพิ่งเข้ามานั้นก็โอบเธอไว้จากด้านหลัง มือใหญ่ปิดตาทั้งสองข้างมิดจนภาพตรงหน้ามืดสนิทแขนอีกข้างรวบตัวของเธอไว้ทั้งยังทำหน้าที่เป็นหลักยึดให้ร่างที่ไร้เรี่ยวแรงของเธอ เสียงฝีเท้าของคนที่ตามเข้ามาหลังจากนั้นพุ่งตรงไปยังเตียงคนไข้ จากการสนทนาทำให้รู้ว่าเป็นพยาบาลสองคนที่เข้ามาดูแลธนนท์
“เรย์ ...อย่ามองนะ” เสียงสั่นกระซิบอยู่ข้างหู แต่เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดตรงหน้า ไม่อาจทำให้เธอสะบัดภาพเมื่อครู่ออกจากหัวได้

“เกิดอะไรขึ้น แมชท์” เสียงของเธอเบาหวิวเหมือนว่าถ้าไม่ตั้งใจฟังให้ดี จะจับใจความไม่ได้ รู้สึกได้ถึงท่อนแขนแข็งแรงที่กระชับแน่นขึ้น

“ป็อกเป็นมะเร็งกระดูก”

“แล้ว...จะเป็นอะไรไหม” แค่ได้ยินคำว่า มะเร็ง ก็ทำให้เธอหัวหมุนติ้วคิดอะไรไม่ออก มันคือโรคร้ายแรงที่หลายคนเป็นแล้วตาย แต่ก็มีบางคนที่รอด เธอไม่เคยได้ยินเรื่องมะเร็งกระดูกมาก่อน ไม่รู้ว่ามันร้ายแรงแค่ไหน และสามารถรักษาได้หรือเปล่า แต่เธอไม่อยากเห็นภาพเขาดิ้นทุรนทุรายแบบเมื่อครู่ ไม่อยากเห็นใบหน้าซีดขาวไร้สีเลือดแบบนั้น
เมื่อมือของกัญจน์ปวีร์ลดลง เธอก็ได้เห็นธนนท์ที่สงบลงแล้วนอนหอบหายใจอยู่บนเตียงพยาบาลคนหนึ่งช่วยจับขาที่งอขึ้นมาให้ยืดตรงและห่มผ้าให้

“ถ้ามีอาการปวดแบบนี้อีก ก็เรียกพยาบาลที่เป็นเวรอยู่หน้าเคาท์เตอร์ได้นะคะไม่ทราบว่ามีคนเฝ้าไข้หรือเปล่าคะ”

“ผมเองครับ”

“ตอนนี้ให้ยาระงับอาการปวดไปแล้วนะคะ”
เมื่อพยาบาลออกไปแล้ว ภายในห้องก็เงียบกริบเหมือนเป็นเพียงห้องที่ว่างเปล่า ดวงตาคู่สดใสเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำใส มองนิ่งไปที่เตียงผู้ป่วยจิตใจล่องลอยไปที่แสนไกล ผ่านไปหลายนาที ดวงตาคู่นั้นจึงกระพริบถี่ๆ เหมือนกลับมาสู่โลกแห่งความจริงอีกครั้งเพราะเสียงแหบทุ้มที่ดังขึ้นข้างๆ

“ทำ MRI ตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว ตัดชิ้นเนื้อไปตรวจเพิ่งรู้ผลเมื่อสองวันก่อนว่าเป็นมะเร็งกระดูก ตอนนี้ต้องรอดูว่าพ่อแม่ป๊อกจะว่ายังไง เพราะท่านก็เพิ่งรู้เรื่องพร้อมๆกับฉัน”

“วิธีรักษาล่ะ”

“อาจจะใช้เคมีบำบัด ร่วมกับการผ่าตัด โอกาสหายก็มีอยู่”

“แล้วพ่อแม่ของเขาล่ะ ฉันไม่เคยเจอเขาที่โรงพยาบาลเลย”

“กำลังเดินทางมาจากเชียงราย ปกติก็ไปๆมาๆ ครอบครัวป๊อกทำธุรกิจไร่ชาอยู่ที่นั่น”

“งั้นหรอ” เธอคงเป็นแฟนที่แย่ที่สุด เรื่องครอบครัวเขาก็ไม่เคยรู้อะไรเลย เวลาถามถึงคนที่บ้าน เขาจะบอกแค่ว่าไม่อยู่ ทำงานยังไม่กลับ ไปต่างจังหวัด แม้แต่หน้าตาก็ไม่เคยเห็น
เขมกรเดินเข้าไปยืนข้างๆ เตียง เอื้อมมือไปแตะหน้าผากเขาเบาๆ แล้วลูบผมที่ปรกลงมาด้านหน้าเสยขึ้นไป จ้องมองใบหน้าซีด เรียวคิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อย

“อาการแบบเมื่อกี้ เกิดขึ้นบ่อยหรือเปล่า” ตั้งแต่เข้าโรงพยาบาลมา เธอไม่เคยคิดว่าเขาจะเป็นโรคร้ายแรงอะไร และก็ไม่เคยเห็นเขาในสภาพนี้มาก่อน

“ก็บางครั้งจะมีอาการปวดบ้าง” กัญจน์ปวีร์เคยเห็นอาการปวดกำเริบของเพื่อนก่อนหน้านี้ครั้งเดียว และครั้งนั้นก็ทำให้เขาตกใจมากจนทำอะไรไม่ถูก หลังจากนั้นก็มีแค่อาการปวดเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่รุนแรงมากนัก จนครั้งล่าสุดนี้เขาก็ยังทำใจให้เป็นปกติไม่ได้อยู่ดี ขนาดเขาที่เป็นผู้ชายและยังเคยเห็นอาการของเพื่อนมาก่อนแล้วยังทนดูไม่ได้ จะปล่อยให้เขมกรเห็นภาพเมื่อครู่ได้อย่างไร
เขมกรเดินไปลากเก้าอี้มาตั้งไว้ข้างเตียง แม้อาการตื่นตระหนกจะลดลงแล้วแต่มือเล็กๆ ที่ล้วงหยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมาจากในกระเป๋าสะพายข้างของเธอยังคงสั่นน้อยๆ

“ฉันเห็นเธอนอนโรงพยาบาลมาหลายวัน เลยจะอยากเอาหนังสือมาอ่านให้ฟัง” แล้วเธอก็เริ่มพลิกหน้าแรก แล้วเริ่มอ่านด้วยเสียงที่ยังสั่นเครือ กัญจน์ปวีร์ถอยกลับไปนั่งอยู่ที่โซฟารับแขก สายตาแน่วนิ่งจ้องมองพื้นห้องเหมือนกับจะมองให้ปรากฎภาพอะไรออกมา หูแว่วเสียงที่ยังพยายามปรับให้เป็นปกติขณะอ่านหนังสือ เนื้อหาเขาเองก็ไม่ได้ใส่ใจนักรู้แค่เพียงว่าน่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการแนะนำร้านอาหารในกรุงเทพฯ เพราะเขาได้ยินแต่ชื่อเมนูอาหารทั้ง คาว หวาน พิกัดบอกตำแหน่ง และผลโหวตความอร่อย เสียงเขมกรบางครั้งขาดหายเพราะเธอหยุดสังเกตสีหน้าคนบนเตียง แล้วจึงอ่านหนังสือต่อ ส่วนกัญจน์ปวีร์ก็ยังนั่งจ้องพื้นที่ถูกขัดจนเงาวับอยู่อย่างนั้นตลอดทั้งวันท่ามกลางท้องฟ้าที่เป็นสีฟ้าจัด มีกลุ่มเมฆเบาบาง
แต่งแต้มระบายเหมือนงานศิลปะ นับเป็นวันที่ท้องฟ้าสวยและสดใสจนหลายคนอดหยุดยืนมองไม่ได้ แตกต่างจากบรรยากาศกดดันภายในห้อง
309.. อย่างสิ้นเชิง
.......................
honey dew
 
โพสต์: 120
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. ธ.ค. 17, 2009 12:44 am

ย้อนกลับไปยัง เรื่องสั้น - นิยาย - การ์ตูน

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน

cron