Someone Like U # 4-3 : แอบรัก

แน่นอน ถ้าท่านมีจินตนาการ และมีเรื่องที่อยากจะให้คนอื่นได้อ่านฝีมือท่าน ห้องนี้ไม่เลว

Moderator: koalar, Super_R, ศรีธนนชัย

Someone Like U # 4-3 : แอบรัก

โพสต์โดย honey dew » อาทิตย์ เม.ย. 28, 2013 3:12 am

..
...
.....
“กล้ามเนื้อขาอักเสบ?” เขมกรมองชายหนุ่มที่นอนหลับตาหลังกินยาแก้ปวดเข้าไป พยาบาล

ประจำห้องพยักหน้าขณะทำความสะอาดถาดเงินที่ใช้วางอุปกรณ์

“ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงหรอกจ้ะ กินยาไปแล้วนอนซักพักก็หาย หนูช่วยประคบเย็นให้เขาหน่อย”

พยาบาลยื่นถุงเจลส่งให้ เขมกรเดินถือถุงเจลไปนั่งลงข้างเตียงเรียกชื่อเขาแล้วบอกให้เจ้าตัว

ทราบก่อนจะค่อยๆ วางถุงเจลลงไปบนขาส่วนที่เขาบอกว่าปวด

“ดีขึ้นมั้ย”

“ดีขึ้นมากเลย เพราะพยาบาลเก่ง”

“แค่ให้กินยาแก้ปวดเองจ้ะ” พยาบาลประจำห้อง ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ แต่ชายหนุ่ม

จงใจมองมาที่เขมกร ทำให้เธอรีบหลบสายตามองถุงเจลที่ประคบอยู่

ที่ขาของเขาแทน

“ตรงนี้” เขาจับมือเธอเลื่อนไปให้ถูกจุด แล้วจับไว้อย่างนั้น

หญิงสาวรีบชักมือออก ทำให้ถุงเจล หล่นลงกับพื้น พยาบาลคุมห้องหันมามอง

แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรก็มีเด็กนักเรียนชายวัยประถมสองคนวิ่งหน้าตื่นเข้ามา

ขอให้ไปช่วยดูเพื่อนนักเรียนที่เล่นซนจนตกลงมาจากต้นไม้เธอจึงต้องรีบคว้า

กล่องปฐมพยาบาลวิ่งตามเด็กๆ ออกไป

ภายในห้องจึงเหลือเพียงคนป่วยและผู้เยี่ยมไข้เพียงสองคน ลมจากภายนอก

พัดเข้ามาทำให้ผ้าม่านสีขาวฉลุลายลูกไม้พลิ้วสะบัด หญิงสาวหยิบถุงเจลขึ้นมา

ประคบที่ขาของชายหนุ่มต่อ โดยทำเป็นไม่สังเกตสายตาของเขาที่จ้องมองเธอ

ตลอดเวลา ถ้าพัดไม่ต้องไปช่วยคนอื่นๆ ทำงานต่อก็คงดี เธอคงไม่รู้สึกประดักประเดิดแบบนี้

เธอนอนคิดแทบจะเอาเท้าก่ายหน้าผากว่าควรทำอย่างไรกับความรู้สึกของตัวเองดี

เขาเคยประกาศเอาไว้ว่า จะทำให้เธอชอบเขาให้ได้ เธอไม่อยากยอมรับว่า

เขาทำสำเร็จแล้ว

“เขมกร เธอมีแฟนรึยัง”

“ห๊ะ ?” หญิงสาวตกใจกับคำถามจนเผลอทำถุงเจลหล่นไปอีกรอบก่อนจะตอบเขา

ไปตรงๆเหมือนโดนสะกดจิต “ยัง”

“แล้วเธอมีคนที่ชอบหรือเปล่า” เขายังถามคำถามไม่คาดคิดออกมาเรื่อยๆ

จนเธอรู้สึกหน้าชาไปหมด ถ้าบอกไปว่า ‘มีแล้ว ก็เธอยังไงล่ะ’ เขาจะว่ายังไงนะ

“ฉะ..ฉัน..ฉัน” ดูเหมือนแค่คำๆ เดียวเธอก็ยังพูดให้จบไม่ได้ พูดวนอยู่อย่างนั้น

จึงเลิกความคิดที่ว่าจะพูดประโยคบอกรักยาวๆ ออกไปได้เลย

“เธอชอบแมชท์หรือเปล่า” น้ำเสียงของเขาต่างไปจากทุกครั้ง ไม่มีแววขี้เล่น

เหมือนอย่างเคย เธอได้แต่มองเขาด้วยความงงงวย เหมือนไม่เข้าใจคำถาม

“แมชท์ ฉันน่ะหรอ ทำไมถึงถามอย่างนี้ล่ะ” ถึงเธอจะสนิทสนมกับแมชท์

แต่ก็ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่มีอะไรแอบแฝง เธอแค่เห็นเขาเป็น ‘พวกเดียวกัน’

กับเธอ นั่นคือไม่มีใครคบและไม่คบใครจึงดึงเขามาเป็นพวก แม้จะชอบเขามาก

แต่มันไม่ใช่ความรัก

“ฉันชอบเขาแบบเพื่อน”

“งั้นหรอ” ชายหนุ่มยิ้มแล้วหลับตาลง เขาไม่ได้พูดอะไรอีก และเธอก็ไม่อยาก

ถามอะไรด้วยจึงได้แต่เก็บถุงเจลขึ้นมาประคบขาให้เขาเงียบๆ กลิ่นดอกไม้ป่า

โชยมาอ่อนๆ เสียงเด็กวิ่งเล่นเจี๊ยวจ๊าว เสียงค้อนตอกกระทบไม้ดังเป็นจังหวะ

เสียงเลื่อยและเสียงพูดคุยดังอยู่ด้านนอก แต่ภายในห้องพยาบาลเล็กๆ

ของโรงเรียนประถมที่ค่อนข้างห่างไกลมีเพียงเสียงลมหายใจของคนบนเตียง

ที่ดึงดูดสายตาให้เขมกรไม่อาจตัดใจจากใบหน้าคมของเขาไปได้


ในที่สุดการเข้าค่ายทำกิจกรรมสร้างสรรค์สังคมของทางโรงเรียนก็มาถึงวันสุดท้าย

คุณครูและชาวบ้านช่วยกันทำอาหารเลี้ยงทุกคนอย่างครึกครื้น มีการร้องรำ

ทำเพลงกันตั้งแต่หัวค่ำในสถานที่ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาเป็นโรงอาหารสำหรับเด็กๆ

เวทีชั่วคราวเล็กๆ ประดับด้วยโคมไฟหลากสี ตะเกียงน้ำมัน และหลอดไฟนีออน

หลังจบพิธีการพวกชาวบ้านแจกหมวกสานไม้ไผ่เป็นของที่ระลึกแก่ทุกคน

คืนนั้นเขมกร ธนนท์และพัดที่กลายมาเป็นเพื่อนใหม่นั่งคุยกันจนดึกดื่น

จนอาจารย์มาไล่ให้ไปนอนทั้งหมดจึงแยกย้ายกันไปพักผ่อน เป็นคืนที่เขมกร

หลับตาได้สนิทที่สุด เพราะเธอเพิ่งมีเพื่อนสนิทผู้หญิงเป็นครั้งแรก


ธนนท์ หันหลังพิงกำแพงปูนที่ถูกฉาบขึ้นแบบง่ายๆ ดวงตามองนิ่งไปข้างหน้า

เขาบังเอิญผ่านมาทางนี้ไม่ได้คิดจะแอบฟังใคร แต่เพราะชื่อที่เขาได้ยินทำให้

ต้องหยุดเท้าลง

“จริงหรอ ข่าวมั่วหรือเปล่าฉันก็เห็นเขาออกจะสวีทหวาน” น้ำเสียงประชดประชัน

ของคนพูด เรียกรอยยิ้มของคนอื่นๆ

“เรื่องนี้ฉันได้ยินจากคนที่เรียนห้องเดียวกับป๊อกเลย เขาบอกเองว่าป๊อกแค่

สงสารยัยนั่นที่โดนสังคมรังเกียจ แต่ยัยผู้หญิงหน้าด้านคนนั้นก็คิดไปเอง

เป็นตุเป็นตะอาศัยความเป็นเพื่อนกับแมชท์มาบีบบังคับทำให้ป๊อกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก”

อีกคนเล่าเรื่องที่ได้ฟังมาแล้วช่วยเพิ่มอรรถรสด้วยการใส่สีตีไข่จนเกินจริงไปหลายส่วน

“เห็นเงียบๆ แต่ร้ายไม่เบาเลยนะ ฉันก็สงสัยอยู่ว่าคั่วอยู่กับแมชท์แท้ๆ

ดูสิพอผู้ชายหนีไปเมืองนอกยัยนี่ก็โผไปหารายใหม่ทันทีเลย”

“ไม่เข้าใจเลยว่ะ ยัยนั่นมีอะไรดีแค่ขาว กับมีผมสีน้ำตาลแค่นั้นเองหน้าตาก็งั้นๆ

ถ้าฉันขาวก็ดูดีแบบนั้นเหมือนกันแหละ”

“เธอไม่รู้หรอว่า ยัยนั่ยโกรกผมมาไม่ใช่สีธรรมชาติ แถมใส่คอนแทคเลนส์สีน้ำตาล

มาโรงเรียนอีกนะ มันรอดฝ่ายปกครองมาได้ยังไงเนี่ย”

“อีกไม่นานความจริงปรากฎก็ได้หน้าแหกหมอไม่รับเย็บ ฉันอยากรู้นักว่าถ้ายัยนั่นรู้ว่า

ที่ป็อกทำดีกับมันก็แค่เพราะเวทนาสงสาร มันจะทำหน้ายังไง”

“หะๆ ก็คงร้องไห้กระซิกๆ แสดงบทนางเอกแล้วหอบผ้าหอบผ่อนหนีตามไป

หาแมชท์ที่เมืองนอกนะสิ” แต่ละคนป้อนข้อมูลที่ได้ฟังมาบ้างแต่งขึ้นเองบ้าง

อย่างสนุกปาก

“เห้ย! พวกแกก็พูดเกินไป” เสียงหัวเราะหยุดลงทุกสายตามองไปทางต้นเสียง

“คนอย่างนังเขมกรมันจะมีปัญหานั่งเครื่องบินหรอ ให้เขาโหลดมันลงใต้เครื่อง

ยังเป็นไปได้กว่า หะๆๆ” ทุกคนพากันหัวเราะชอบใจ แต่คนที่อารมณ์เดือดปุดๆ

กำลังกดรอยยิ้มที่มุมปากลึกขึ้น


ชมรมกระจายเสียงของโรงเรียนมีสมาชิกอยู่ไม่ถึงสิบคน ทุกวันสมาชิกจะผลัดเปลี่ยน

กันมาเปิดเพลงคั่นเวลาระหว่างเรียน โดยแบ่งเป็นสามช่วงเวลา คือ

เช้าก่อนเคารพธงชาติ กลางวันตอนพักทานอาหารและเย็นหลังเลิกเรียน

ช่วงกลางวันเป็นช่วงที่มีคนฟังมากที่สุดเพราะนักเรียนส่วนใหญ่จะอยู่ในโรงอาหาร

และช่วงนี้เองที่เกิดเรื่องฮือฮาขึ้น เมื่อเพลงที่เปิดอยู่หยุดลงกลายเป็นเสียงพูดของ

ใครบางคนแทรกเข้ามา

“ผมชื่อธนนท์ อยู่มอห้าห้องคิงช่วงนี้มีข่าวแย่ๆ เกิดขึ้นมากมายกับเพื่อนผมคนหนึ่ง”

เสียงนักเรียนคุยกันเซ็งแซ่ เมื่อได้ยินประกาศดังมาจากลำโพงที่ติดไว้ทั่วโรงเรียน

“เธอชื่อเขมกร เป็นคนนิสัยดีและไม่เคยทำตัวเสียหายเหมือนข่าวลือ

ที่ผ่านมาทุกคนทำเรื่องแย่ ๆกับเธอโดยไม่เคยคิดว่าถ้าเป็นตัวเองต้องมาตกอยู่

ในสภาพนั้นจะรู้สึกยังไงและที่ผมจะบอกก็คืออยากให้ทุกคนหัดเอาใจเขา

มาใส่ใจเราบ้าง อย่าเชื่อข่าวโคมลอยที่ผู้ไม่หวังดีเป็นคนปล่อยออกมาทำลาย

ชื่อเสียงคนอื่นและอยากให้หยุดรังแกเพื่อนนักเรียนด้วยกันเสียที ไม่ว่าคนคนนั้น

จะเป็นใครก็ตามเขามีสิทธิ์ที่จะเดิน ใช้ห้องเรียน นั่งในโรงอาหาร เท่าๆกับพวกคุณ

ขอบคุณทุกคนที่สละเวลาฟัง” เสียงของชายหนุ่มกังวานไปทั่วโรงเรียน

แม้แต่ในห้องสมุดที่เขมกรขลุกตัวเพื่อทำการบ้านอยู่ตอนนี้ หญิงสาวลุกพรวดขึ้น

มุ่งหน้าไปห้องกระจายเสียงตั้งแต่เขายังพูดไม่จบ

เมื่อประตูไม้ถูกผลักออกมาใบหน้าคมคายเจ้าของเสียงที่ประกาศก้องปรากฏอยู่ตรงนั้น

หญิงสาวหอบหายใจกระชั้น เธอกลัวว่าจะคลาดกับเขาจึงเร่งฝีเท้าวิ่งมาสุดกำลัง

“เธอ...เธอทำบ้าอะไร” เสียงพูดขาดช่วงเพราะความเหนื่อย

“ปลดแอกเขมกรไงล่ะ โปรเจคจบของฉันเลยนะ” ชายหนุ่มเดินลงบันได

สองมือล้วงกระเป๋าเดินมาด้วยท่าทางสบายๆ “ฉันตั้งเป้าหมายไว้แล้วว่า

ก่อนเรียนจบสิ่งที่จะทำให้กับโรงเรียนนี้ก็คือ สร้างความเท่าเทียมกันให้เกิดขึ้น

ไม่ให้กลุ่มไหนรังแกคนตามอำเภอใจได้...” ยังไม่ทันพูดจบหญิงสาวก็กางแขนออก

แล้วกอดเขาไว้แน่น น้ำตาซึมผ่านอกเสื้อทำให้ชายหนุ่มแววตาอ่อนลง

ยกมือขึ้นลูบศีรษะเธอเบาๆ เรื่องนักเรียนแกล้งกันในโรงเรียนเขาเห็นมานาน

และคิดว่าเป็นเรื่องปกติของชีวิตในโรงเรียน แต่กรณีของเขมกรต่างออกไป

เธอไม่มีพรรคพวกคอยหนุนหลังอยู่อย่างโดดเดียวในโรงเรียน มีเพียง

เพื่อนสนิทของเขาคอยช่วยเหลือ มันทำให้เขาอยากปกป้องเธอ

อยากให้เธอใช้ชีวิตที่สนุกสนานในรั้วโรงเรียนไปจนจบการศึกษา

“ห้ามร้องไห้นะ ฉันเป็นโรคแพ้น้ำตาผู้หญิง”

“ขอบใจนะ” เสียงปนสะอื้นดังออกมาจากปากสีชมพูที่เม้มเข้าหากัน

เพื่อพยายามกลั้นเอาไว้ เธอไม่รู้ว่าผลจากการที่เขาประกาศออกไปแบบนั้น

จะออกมาเป็นอย่างไร แต่ที่เขาทำให้ก็มากพอที่จะได้รับคำขอบคุณจากเธอแล้ว

“นี่ เธอชอบฉันขึ้นมาบ้างแล้วใช่มั้ย” ชายหนุ่มพูดยิ้มๆ ทำให้ร่างที่กอดเขาอยู่

แข็งทื่อขึ้นมา “ก็เธอเลิกเรียกฉันว่า ’นาย’แล้วน่ะสิ”



.....

สองครอบครัวกำลังนั่งรับประทานอาหารในร้านซึ่งตกแต่งอย่างเรียบง่ายสไตล์หรู

บรรยากาศของร้านออกจะมืดไปซักหน่อย เพราะแสงไฟในร้านเป็นโทนสีเหลือง

เพดานค่อนข้างสูงทำให้รู้สึกปลอดโปร่ง อาหารสไตล์ญี่ปุ่นผสมฮาวายเป็น

เอกลักษณ์ของร้านนี้ กัญจน์ปวีร์นั่งอยู่ริมสุดติดกับผนัง ตรงกลางคือแม่ของเขา

และพ่อนั่งถัดจากนั้น อีกด้านของโต๊ะมีเพื่อนของพ่อที่พาภรรยาและลูกสาว

วัยไล่เลี่ยกันมาร่วมทานอาหารค่ำมื้อนี้ แม้จะเคยเจอกับครอบครัวที่เป็นเหมือน

ผู้มีพระคุณมาบ้าง แต่การพบกันครั้งนี้ถือเป็นการร่วมโต๊ะอาหารอย่าง

เป็นทางการครั้งแรก เขารู้สึกขอบคุณที่ครอบครัวนี้แสดงน้ำใจให้กับพ่อของเขา

ยามเดือดร้อนแต่ที่ไม่ชอบคือการที่ผู้ใหญ่ทั้งสองที่เขานับถือพยายามจะจับคู่

ให้เขากับลูกสาวตัวเอง

“มีมี่แก่กว่าแมชท์สองปี ก็ถือว่าไม่เยอะหรอกว่ามั้ย” แม่ของหญิงสาว

ที่ถูกเอ่ยถึงมองกัญจน์ปวีร์เหมือนจะตั้งคำถามนี้กับเขา แต่ชายหนุ่ม

ชิงหลบตาเสียก่อน

“พูดอะไรอย่างนั้นคะ หนูมีมี่เพิ่งจะเข้ามหาวิทยาลัยเองอายุยังน้อยอยู่เลย

น้องเขาเรียนที่นี่มาตั้งแต่ไฮสคูล น่าจะช่วยแนะนำอะไรแมชท์ได้บ้างนะคะ”

อุษณารู้สึกถูกชะตากับสาวน้อยคนนี้ จึงอยากให้เด็กทั้งสองสร้าง

ความสนิทสนมกันไว้ แม้ไม่ได้คิดถึงขั้นให้มาเป็นสะใภ้ในอนาคตแต่ก็อยาก

ให้ลูกชายคบไว้เป็นเพื่อนขณะเรียนอยู่ในต่างแดนซึ่งเป็นสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย

เธอสังเกตว่าลูกชายนับวันจะยิ่งเงียบขรึมขึ้นเรื่อยๆ เกรงว่าสาเหตุบางส่วน

จะมาจากการที่ยังปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมไม่ได้ จึงอยากให้เขา

มีคนคุยด้วยอย่างน้อยได้ออกไปทำกิจกรรมต่างๆบ้างก็ยังดี

“หนูก็คงช่วยอะไรได้ไม่มากหรอกค่ะ เพราะเราไม่ได้เรียนที่เดียวกัน”

มีมี่ยักไหล่ โรงเรียนมัธยมเก่าของเธออยู่คนละเมืองกับเขา ถึงการใช้ชีวิต

จะต่างกันไม่มากแต่ความแตกต่างของแต่ละโรงเรียนย่อมมีอยู่แล้ว

และเธอก็ไม่ชอบท่าทางไร้ชีวิตจิตใจของเขาที่สุด มันทำให้น่าอึดอัดเวลาอยู่ใกล้ๆ

ไม่รู้ทำไมแม่ของเธอถึงอยากจะให้สานสัมพันธ์กับคนแบบนี้ อีกอย่าง

เธอแก่กว่าเจ้าเด็กนี่สองปีเขาไม่อยู่ในเกณฑ์ที่เธอจะพิจารณา หน้าตาดี

แต่มนุษยสัมพันธ์แย่แบบนี้ต่อให้หมอนี่มีใจให้เธอก็ไม่สนหรอก

และที่สำคัญเธอแอบหมั้นแบบเงียบๆ กับลูนี่ เฉิน แฟนหนุ่มเชื้อสายจีน

หัวหน้าทีมอเมริกันฟุตบอลมหาวิทยาลัยไปแล้ว

ชายหนุ่มได้แต่ยิ้มๆ แล้วก้มหน้าก้มตากินต่อไป ความจริงเขาดูอารมณ์ดี

และผ่อนคลายลงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ทำให้หญิงสาวอดเหยียดปาก

อย่างหมั่นไส้ไม่ได้ เขานึกว่าตัวเองอึดอัดคนเดียวหรือไง เธอก็เบื่อหน่าย

เต็มทีแล้วที่ต้องฟังการรบเร้าของแม่ให้มาเจอเขา นี่ถ้าไม่โดนขู่จะตัดเงิน

หลังจากบ่ายเบี่ยงมาหลายครั้งเธอคงไม่มานั่งปั้นหน้ายิ้มแย้มอยู่

ในร้านอาหารแบบนี้หรอก ดีเท่าไหร่แล้วที่เธอยังเข้าร่วมวงสนทนาด้วย

ไม่แกล้งทำตัวเอ๋อปัญญาอ่อน เหมือนตอนที่แม่เธอพยายามจะจับคู่ให้เธอ

กับลูกชายครูสอนทำอาหารเมื่อคราวก่อน แต่ดูเหมือนมาดามมัลลิกาจะยัง

ไม่พอใจจึงแอบหยิกแขนเธอใต้โต๊ะ

“ช่วยแนะนำเรื่องมหาวิทยาลัยให้แมชท์เขาก็ได้ ใกล้จะจบไฮสคูลแล้วไม่ใช่หรอ”

มัลลิกาไม่ยอมปล่อยโอกาส เธอไม่อยากให้ไอ้ตี๋ล่ำที่ลูกสาวพามางานปาร์ตี้

วันเกิดเมื่อหลายเดือนก่อนเข้ามาเป็นสมาชิกในครอบครัว เพราะรับไม่ได้จริงๆ

ที่เขาใช้มือควักเค้กทั้งปอนด์เข้าปากและยังกระโดดขึ้นไปเต้นกังนัม สไตร์

บนโต๊ะอาหารเป็นของขวัญวันเกิดให้ลูกสาว ดีที่โต๊ะไม้สักแข็งแรงทนทาน

ตามที่คนขายโฆษณาไว้ ไม่อย่างนั้นมันคงจะพังตั้งแต่หนุ่มร่างหมีคนนั้น

เหยียบขึ้นไปแล้ว

“อีกตั้งสองปีต่างหากล่ะค่ะแม่ ใกล้ตรงไหนกัน” มีมี่เขี่ยซุปผักโขมเล่น

ไม่คิดจะตักเข้าปากเพราะเธอเริ่มจะอิ่มจากการยัดเยียดของแม่แล้ว

“ใช่ครับ ถึงตอนนั้น ‘พี่’ มีมี่ก็คงจะจบมหาวิทยาลัยพอดี” ชายหนุ่มเน้นคำว่า

‘พี่’ ทำให้มีมี่เกือบสำลักน้ำที่เพิ่งดื่มเข้าไป

“พี่อะไรกัน หนูมีมี่หน้าเด็กจะตายบอกว่าเป็นเด็กมัธยมก็ไม่มีใครกล้าเถียง”

อุษณาเห็นความกังวลบนใบหน้าของคุณมัลลิกาก็รีบแก้แทน เพราะแม่

ของหญิงสาวดูจะหนักใจไม่น้อยที่ลูกสาวอายุมากกว่ากัญจน์ปวีร์ 2 ปี

และลูกชายของเธอก็คงจะดูออกจึงคิดเล่นไม้นี้

“ผลวิจัยเขาบอกว่าผู้หญิงจะแก่เร็วกว่าผู้ชายนะครับแม่ถึงตอนนี้ยังเด็ก

แต่ก็หนีกฏแห่งธรรมชาติไปไม่พ้นหรอกครับ” หลังจากฮุคซ้ายไปหนึ่งหมัด

ในที่สุดชายหนุ่มก็ปล่อยหมัดตรงเข้าเป้าจนมีมี่มึนไปชั่วขณะ ตั้งแต่อยู่

ในท้องแม่ครอบครัวของเธอก็เฝ้าทะนุถนอมดุจไข่ในหิน คำพูดกระทบกระเทือน

จิตใจสักคำไม่เคยเล็ดรอดเข้าหู แม่ยังเรียกเธอว่านางฟ้าน้อยตั้งแต่จำความได้

โตขึ้นมาความสวยของเธอยังโดดเด่นจนได้รับฉายามิสบิวตี้จากเพื่อนๆ

แต่เด็กผู้ชายปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมคนนี้กลับว่าเธอ ‘แก่’แบบหน้าตาเฉยแล้ว

ยังจิ้มเนื้อโกเบ ที่พ่อแม่เธอเป็นเจ้ามือเข้าปากอย่างไม่รู้สึกผิดอีก งั้นก็ได้

เธอไม่ชอบรังแกเด็กหรอกนะ แต่เด็กนิสัยเสียบางคนสมควรได้รับการสั่งสอนซะบ้าง

“คุณแม่ คุณน้าอุษณาคะ หนูไม่ค่อยมีเพื่อนคนไทยเลย” บ้าไปแล้ว

เพื่อนสนิทของเธอที่นี่ทั้งสองคนเป็นคนไทยแท้ตั้งแต่บรรพบุรุษเชียวล่ะ

“ได้ออกไปไหนกับน้องชายบ่อยๆ ก็อาจช่วยทำให้หายคิดถึงบ้านได้บ้างนะคะ”

มีมี่ยิ้มไร้เดียงสา แววตาวาววับเป็นประกายแปลกๆ เมื่อเห็นกัญจน์ปวีร์ชะงักมือ

เล็กน้อยตอนที่ได้ยินเธอบังคับรีดไถเวลาว่างของเขาไปเป็นของตัวเอง
...
.....
..............
honey dew
 
โพสต์: 120
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. ธ.ค. 17, 2009 12:44 am

ย้อนกลับไปยัง เรื่องสั้น - นิยาย - การ์ตูน

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน

cron