Someone Like U # 2-2 : ข่าวลือ

แน่นอน ถ้าท่านมีจินตนาการ และมีเรื่องที่อยากจะให้คนอื่นได้อ่านฝีมือท่าน ห้องนี้ไม่เลว

Moderator: koalar, Super_R, ศรีธนนชัย

Someone Like U # 2-2 : ข่าวลือ

โพสต์โดย honey dew » พฤหัสฯ. ธ.ค. 06, 2012 2:13 am

หญิงสาวผมยาว ปล่อยผมสีโค้กที่สีดูอ่อนลงยามต้องแสงแดดที่รอดผ่านช่องอิฐด้านบนซึ่งถูกเจาะไว้เพื่อระบาย

อากาศในห้องระปิดใบหน้าเกือบครึ่ง กำลังนั่งเย็บเสื้อนักเรียนที่ถูกตัดขาดเป็นริ้วๆ ด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ รู้อย่างนี้ใน

ชั่วโมงการฝีมือตั้งใจเรียนสักหน่อยก็ดี นอกจากฝีเข็มจะห่างบ้างถี่บ้างแล้ว นิ้วของเธอยังโดนเข็มทิ่มพลาดไปไม่รู้กี่

แผล สาเหตุของการถูกกลั่นแกล้งที่เริ่มทวีความรุนแรงขึ้นมาจากผู้ชายที่ชื่อ ธนนท์ คนนั้น ใครใช้ให้มีคำกล่าวว่า

‘ลูกผู้ชาย พูดคำไหน คำนั้น’ กันเล่า หลายวันมานี้ชายหนุ่มที่เป็นถึงรองประธานนักเรียน และเป็นที่คลั่งไคล้ของ

สาวๆ มายืนยิ้มโปรยเสน่ห์ที่หน้าห้องเรียนของเธอเกือบทุกวัน แรกๆ สาวๆ ในห้องที่หน้าตาดีหลายคน

ต่างแอบปลื้มและมีท่าทางเขินอายเพราะแอบคิดว่าตนอาจเป็นคนที่ชายหนุ่มมีใจให้ แต่พอขนมที่อยู่ในมือเขา

ถูกส่งมาตรงหน้าเธอความก็แตกทันใด ที่แท้หญิงสาวที่ดึงดูดนักเรียนทุนต่างประเทศ หน้าตาดี กีฬาเด่น

และเป็นกันเองสุดๆ ไม่ใช่สาวสวยที่ไหนกลับเป็น ‘เขมกรผู้ฉาวโฉ่’ ก่อนหน้านี้แม้เพื่อนๆ ในห้องจะมีคน

ที่ไม่ชอบเธอแต่ก็แค่แอบนินทาลับหลังซึ่งไม่ทำให้เธอเดือดร้อนอะไร มาตอนนี้ต้องยอมรับว่าผลกระทบนั้น

ร้ายแรงกว่าที่คิด ไม่อย่างนั้น ชุดนักเรียนที่ถูกเก็บไว้ในล็อกเกอร์ของเธอคงไม่ถูกตัดจนนึกสภาพเดิมไม่ออกแบบนี้

“นั่นชุดนักเรียนแนวใหม่หรอ”

“เห๊อะ ก็เพราะใครล่ะ” หญิงสาวเหลือบมองชายหนุ่มที่เพิ่งเดินเข้ามาในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าของโรงยิม

“อ่านป้ายไม่ออกหรือไง นี่มันห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าผู้หญิงนะ” นิ้วที่ถือเข็มอยู่ชี้ไปแผ่นไม้กระดานที่เหนือประตูทางเข้า

“ไม่คิดว่ามันออกมาน่าเกลียดบ้างหรอ เรียกว่าแต่งกายผิดระเบียบยังดูสุภาพไปเลย” เขามองรอยเย็บที่ย่น

ไปย่นมา ถ้าเขาเป็นอาจารย์วิชาการเรือนต้องปรับตกให้เธอเรียนซ้ำแน่

“ฉันไม่มีเสื้อใส่แล้ว” ตอนอาบน้ำเสื้อที่พาดอยู่ที่ขอบประตูถูกคนแอบขโมยไป เธอนุ่งผ้าเช็ดตัวออกมา

เปิดล็อกเกอร์ก็ต้องเจอกับสภาพชุดนักเรียนที่ดูไม่ได้ ตอนนี้เธอสวมกระโปรง กับเสื้อกล้ามทับในสำหรับผู้หญิง

ตัวโคร่งที่เนื้อผ้าค่อนข้างหนาหนึ่งตัวเท่านั้น

“เพื่อชดเชยให้เธอ ฉันให้ยืมนี่” เขาโยนเสื้อพละไปบนตักของเธอ หญิงสาวหยุดมือที่กำลัง

พยายามทำให้เสื้อที่แยกออกเป็นริ้วประกบติดเป็นเนื้อเดียวกันอีกครั้ง

“ไม่ต้อง เดี๋ยวเย็บนิดหน่อยก็ใส่ได้แล้ว” ไอ้คำว่า ‘ชดเชย’ นั่นหมายความว่าเขาก็รู้ตัวเหมือนกันหรอ

ว่าเป็นคนทำให้เธอลำบาก

“เธอไม่เห็นหรอ ว่าเสื้อตัวนั้นมันเกินเยียวยาแล้ว” ถ้าไม่บังเอิญมาเล่นบาสที่โรงยิม เขาก็ไม่มีทางได้รู้ว่า

เกิดอะไรขึ้นกับเธอ พอได้ยินจากเพื่อนนักเรียนหญิงกลุ่มหนึ่งว่าเธอต้องนั่งเย็บชุดนักเรียนที่ถูกตัดขาดอยู่ในห้อง

เปลี่ยนเสื้อผ้า เขาก็รีบไปคว้าเสื้อพละของตัวเองแล้วตรงมาที่นี่โดยเร็ว

หญิงสาวถอนหายใจ เห็นด้วยกับเขา กว่าจะเย็บเสร็จโรงยิมก็คงจะปิดไปแล้ว ตอนนี้เธอทำอะไรไม่ได้

นอกจาก สวมเสื้อพละของเขาไปก่อนเท่านั้น เสื้อของเขาตัวใหญ่มากใส่แล้วก็ยาวจนเกือบปิดกระโปรงที่ยาว

เหนือเข่าได้มิด เธอลุกขึ้นช้าๆ หยิบกระเป๋านักเรียนติดมือมาด้วยเดินออกไปจากห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าเงียบๆ

ชายหนุ่มเดินตามหลังเธอไปโดยไม่พูดอะไร ดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้นฉายแววดื้อดึงถือดี แม้ปฏิกิริยาของเธอ

จะเหมือนไม่ใส่ใจสิ่งที่เกิดขึ้นก็ตาม

“เธอไม่มีเพื่อนผู้หญิงเลยหรอ” เขาเอ่ยถามเรื่องที่อยากรู้มานาน เขมกรไม่มีเพื่อนผู้หญิงที่คอยอยู่

ปลอบใจเวลาเผชิญหน้ากับปัญหา นั่นเป็นสิ่งที่เขากังวล

“จำเป็นต้องมีด้วยหรอ นายไม่เห็นหรอว่าผู้หญิงพวกนั้นไม่ได้อยากเป็นเพื่อนกับฉัน” เธอยิ้มเยาะตัวเอง

ทั้งที่ไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้ใครแต่ผู้หญิงเกือบทุกคนกลับหมายหัวเธอส่วนคนที่เหลือแม้ไม่ได้ชิงชังแต่ก็ไม่

อยากเข้ามายุ่งกับเธอเพราะกลัวโดนหางเลขไปด้วย

“ทำไมพวกผู้หญิงถึงไม่ชอบเธอล่ะ”

“เพราะพ่อของฉันมั้ง” เห็นชายหนุ่มมีสีหน้าฉงนเธอจึงหัวเราะออกมา “พ่อฉันมีดวงตาสีน้ำตาลอ่อน

และมีผมมีโค้ก ที่มันไม่เหมือนคนไทยและมันตกทอดมาถึงฉัน แรกๆก็มีคนชมว่าแปลกและก็ชื่นชมกันยกใหญ่

ฉันยอมรับว่าภูมิใจอยู่ไม่น้อย แต่ความแตกต่างจนกลายเป็นจุดเด่นไม่ได้ให้ผลดีเสมอไป ต่อมาเริ่มมีคนสงสัย

ว่าสีผมไม่ใช่สีธรรมชาติ หาว่าฉันไปโกรกผมมา บางคนถึงขนาดคิดว่าฉันใส่คอนแทคเลนส์สีก็มี

จากคนกลุ่มเล็กๆ ที่ไม่พอใจไปๆมาๆ ก็เริ่มมีคนเห็นด้วยมากขึ้นแล้วเอาฉันเข้าไปโยงกับเรื่องรักสามเส้าไร้สาระ

บอกว่าฉันไปแย่งแฟนเขาบ้างล่ะ ไปอ่อยหนุ่มฮอตของโรงเรียนที่หลายคนคลั่งไคล้บ้างล่ะ” หญิงสาวยักไหล่

เรื่องบ้าๆ บอๆ ที่ออกมาจากวงนินทามีเยอะกว่านี้ แต่เธอขี้เกียจสาธยาย สรุปว่าผลของมันเลวร้ายจนทำให้ตอนนี้

เธอแทบจะเรียกได้ว่าเป็นปรปักษ์ของสาวๆ ไปแล้ว

“เหมือนพวกว่ายน้ำจนผมเสียมากกว่า” เขาเดินขึ้นมาเสมอเธอแล้วยีหัวเบาๆ

หญิงสาวมองลาดไหล่กว้างที่เดินเคียงข้างเธอ เมื่อครู่ที่เขาทำ เรียกว่าการปลอบใจได้หรือเปล่านะ

เธอไม่ชินกับการมีคนมาคอยห่วงใย ที่ผ่านมาเรื่องเลวร้ายแค่ไหนก็ผ่านมาได้เองแต่วันนี้มีคนมาเดินข้างๆ เลยทำให้

ความรู้สึกบางอย่างที่คล้ายจะตื้นตันก็ไม่ใช่ ดีใจก็ไม่เชิงเอ่อท้นอยู่ข้างใน การมีเพื่อนดีๆ สักคนไม่ใช่เรื่องยากอีก

ต่อไปแล้วสินะ

...............
.....................

การกลั่นแกล้งกันไม่ได้มีแค่ในการ์ตูน ตอนแรกเขมกรไม่เชื่อว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นได้แต่แล้วยังไงล่ะ

ที่เธอเพิ่งหลบผงช็อกที่เทลงมาจากชั้นสองนี่เป็นยิ่งกว่าคำยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ๆ แม้จะไม่ใส่ใจกับเรื่อง

แบบนี้ แต่ก็ทำให้เธอรำคาญได้เหมือนกัน เมื่อวานเธอหลบสายยางฉีดน้ำที่มีคนจงใจฉีดใส่จากสนามไม่พ้น

แล้วแป้งเย็นทั้งกระป๋องที่โดนงัดฝาออกก็สาดเข้าเต็มตัวทำให้เธออยู่ในสภาพเหมือนตกลงไปในถังแป้ง

โชคดีที่โรงยิมมีห้องอาบน้ำเธอจึงไม่แคร์กับการกระทำเด็กๆ แบบนี้

“หลบได้สวยงามให้สิบคะแนนเต็ม” ชายหนุ่มก้าวยาวๆ จากด้านหลังมาจนทันกันที่หน้าห้องเรียน

“เห็นด้วยหรอ”

“ความจริงจะร้องเตือนอยู่แต่เธอมีสัญชาตญาณที่ว่องไวน่านับถือมาก ฉันเลยไม่เปลืองแรง” เขาตามมา

ด้านหลังไกลๆ เห็นคนทำลับๆ ล่อๆ อยู่ที่หน้าต่างชั้นสองจึงรีบตามมาทันได้เห็นเธอกระโดดหลบผงช็อกอย่าง

รวดเร็วโดยที่ชุดนักเรียนยังสะอาดเรียบร้อยไม่มีรอยเปื้อนสักนิดทำให้อดทึ่งจนอยากจะยืนปรบมือให้ไม่ได้

“ขอบใจนะ ว่าแต่แมชท์ขาดเรียนอีกแล้วหรอ” เพราะช่วงนี้เธอมัวยุ่งแต่เรื่องของตัวเอง ทำให้ไม่มีเวลา

ได้ตามเรื่องกัญจน์ปวีร์ ที่ช่วงนี้เหมือนเขาจะมาๆหยุดๆ หลายวันแล้ว

“ตอนนี้ฉันเป็นแค่เพื่อนธรรมดาแต่เธอเป็นเพื่อนซี้อันดับหนึ่ง ต้องรู้เรื่องเขามากกว่าฉันสิ ไปเรียนก่อนล่ะ

เดี๋ยวเย็นนี้จะมารับนะ”

“เดี๋ยว ! ข้อมือเธอ” หญิงสาวคว้าแขนของเขาไว้ “นาฬิกาไปไหนแล้วล่ะ”

“นาฬิกาเรือนนั้นฉันรู้สึกว่ามันไม่ค่อยเหมาะกับฉัน แล้วเธอคิดว่าคนหัวการค้าอย่างฉันจะทำยังไงกับมันล่ะ”

รอยยิ้มของเขาพุ่งตรงเข้ามากระแทกใจเธออย่างแรง แต่เธอไม่ใช่ผู้หญิงพวกนั้นไม่มีทางหวั่นไหวง่ายๆ คิ้วเรียวสี

น้ำตาลขมวดมุ่นได้แต่ชี้หน้าเขาพูดอะไรไม่ออก สุดท้ายเขาก็จากไปพร้อมภาพลักษณ์ของเทพบุตรผู้หล่อเหลา

ตรึงใจคน แต่ยังทันได้ยินเสียงที่ตะโกนไล่หลังขึ้นมา

“นายเอานาฬิกาเพื่อนรักไปขายเก็งกำไรต่องั้นหรอ ไอ้บ้า!”

ใต้ร่มต้นหูกวางที่มีอายุหลายสิบปี มีสองหนุ่มสาวนั่งอ่านตำราเรียนกันอยู่อย่างเงียบๆ คิ้วบนใบหน้าเรียว

รูปไข่ขมวดแล้วก็คลายแล้วก็ขมวดเข้าหากันใหม่อยู่อย่างนั้น ส่วนชายหนุ่มที่นั่งอยู่ด้วยกัน กำลังเท้าคางไล่อ่านตัว

อักษรในหนังสือเล่มหนาตรงหน้าอย่างมีสมาธิ

“ทำไมต้องเรียนสูตรพวกนี้ด้วย ไม่เห็นจะได้ใช้ประโยชน์อะไรในชีวิตจริงเลย” ในที่สุดหนังสือที่คร่า

พลังงานทั้งหมดของเธอก็ถูกปิดลงดังพรึ่บ

“สมองของเธอควรจะได้รับการฝึกฝนจากโจทย์พวกนี้แหละ เวลาไปซื้อของจะได้คิดเลขได้เร็วไง”

“อย่างนั้นหัดบวกลบก็พอไม่จำเป็นต้องใช้สูตรพวกนี้หรอก” เขมกรสงสัยว่าสมองแบบไหนกันที่คิดสูตร

ยากๆ พวกนี้ออกมาให้คนรุ่นหลังต้องลำบากมาร่ำเรียนกันจนปวดหัวไปหมดแบบนี้ เธอเป็นคนเกลียด

วิชาคำนวณมากถึงขั้นรู้สึกวิงเวียนทุกทีที่เรียนวิชานี้ แต่กลับมีเพื่อนสนิทที่มีชื่อพ้องเสียงกับคำที่มีความหมาย

ว่า ‘คณิตศาสตร์’

ชายหนุ่มอธิบายยืดยาวเรื่องสูตรต่างๆ พูดถึงเรื่องสาขาวิชาชีพที่ต้องใช้หลักการทางคณิตศาสตร์ เลยไปถึง

การจัดลำดับความคิด ตรรกต่างๆ จนเมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกทีผู้ฟังที่ดีก็คอพับไปแล้ว สายลมเย็นพัดมาแผ่วเบา คนที่

หลับอุตุท่าทางผ่อนคลายกว่ายามปกติ เรื่องที่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งต้องเจอในตอนนี้ไม่ง่ายเลยที่จะทำใจให้ยิ้ม

ออกมาได้ แต่เธอยังเฝ้าถามถึงเรื่องปัญหาทางบ้านของเขาอยู่ไม่ขาด และยังยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะอยู่

เคียงข้างเขา ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกันในขณะที่เพื่อนบางคนที่เคยพูดคุยกันดีๆ ตอนนี้กลับหลบหน้าหลบตา

แม้จะไม่มีใครพูดอะไรแต่สายตาดูถูกถากถางนั้นเกิดจากข่าวดังเรื่องการฮั้วประมูลอย่างที่คาด สิ่งที่เขมกรมีให้

ถึงจะเรียกว่า ‘มิตรภาพ’ แต่เจ้าสิ่งนี้จะยั่งยืนหรือเปล่ายังเป็นสิ่งที่เขาไม่กล้ายืนยัน เมื่อวันเวลาเปลี่ยนไป

ผลประโยชน์ต่างๆ ที่ล่อใจ และปัจจัยอื่นๆ จะสั่นคลอนมิตรภาพนี้หรือเปล่า นั่นคือสิ่งที่เขารอการพิสูจน์

กัญจน์ปวีร์ยกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปาก ส่งสัญญาณให้คนที่เพิ่งเดินเข้ามาให้เบาเสียง

“อ่านหนังสือหรืออ่านนิทานน่ะ ถึงได้เป็นแบบนี้” ชายหนุ่มที่เพิ่งเดินเข้ามาอมยิ้มพยักพเยิดไปทางคนที่

หลับปุ๋ยไปแล้ว

“แกปลีกตัวจากสาวๆ พวกนั้นได้แล้วหรอ” กัญจน์ปวีร์รู้ดีว่าตั้งแต่กลับมาจากต่างประเทศเพื่อนของเขาก็

ฮอตในหมู่สาวๆ ธนนท์หรือที่เขาเรียกติดปากว่า ป๊อก เป็นคนร่าเริง อัธยาศัยดี แต่ตอนมัธยมต้น ยังไม่มีออร่าเปล่ง

ประกายเท่านี้

“เฮ้อ พวกสาวๆ ก็น่ารักดีแต่ก็ได้แค่นั้นแหละ” ธนนท์รู้สึกว่า นักเรียนหญิงที่มาชื่นชอบเขาเป็นสีสันของชีวิต

ที่ช่วยให้การมาโรงเรียนไม่น่าเบื่อจนเกินไป เขาจึงไม่ปฏิเสธไมตรีของพวกเธอ การพูดคุยหยอกล้อสร้างความเฮฮา

ก็เป็นนิสัยของเขาอยู่แล้วและเขาก็ไม่คิดจะคบใครเป็นแฟนอย่างจริงจังจึงไม่ใส่ใจกับความสัมพันธ์ที่มีต่อบรรดาสาวๆ

ในโรงเรียน

“ตอนนี้ฉันมีปัญหาส่วนตัวนิดหน่อยที่แกก็รู้แล้ว เลยไม่ค่อยได้มาโรงเรียนวันที่ฉันไม่อยู่อยากให้แกช่วยดู

แลเรย์แทนได้หรือเปล่า”

“ได้เลยวันไหนที่แกหยุดฉันจะเป็นอัศวินคุ้มครองเธอให้เอง” เขาพูดยิ้มๆ งานปกป้องเด็กผู้หญิงหัวเดียว

กระเทียมลีบในโรงเรียนเป็นสิ่งท้าทายสำหรับเขา ที่ผ่านมามีแต่บรรดาสาวๆ เสนอตัวจะดูแลเขาเปลี่ยนเป็นเขาไป

ดูแลคนอื่นบ้างก็คงไม่เลว

“แต่มีเงื่อนไขข้อหนึ่ง ที่แกต้องรับปากและทำให้ได้ ห้ามแกทำให้เรย์เสียใจเด็ดขาด” สายตาของ

กัญจน์ปวีร์จ้องสบเข้าไปในดวงตาสดใสเป็นประกายของธนนท์ เรื่องนี้สำคัญมากเขาต้องการคำยืนยันเพื่อความ

สบายใจ ก่อนหน้านี้เขาและเขมกรโดนอาจารย์เรียกไปตักเตือนเรื่องข่าวลือที่สะพัดไปทั่วโรงเรียน เพราะประวัติที่

ไม่เคยด่างพร้อยและคำพูดที่น่าเชื่อถือทำให้รอดพ้นจากการเพ่งเล็งของอาจารย์ฝ่ายปกครองไปได้

แต่ถึงอย่างไรเขมกรก็ไม่ควรมีข่าวทำนองอีก

“นี่แกห่วงเรื่องอะไรกันแน่” รอยยิ้มที่ประดับอยู่บนหน้าของธนนท์เลือนหายไปทีละน้อย นี่เพื่อนสนิทกำลัง

กังวลเรื่องความเสเพลของเขาอย่างนั้นหรือ ?

“ฉันไม่อยากเสียเพื่อนไป พูดแค่นี้คงเข้าใจนะ” ดวงตาสีดำสนิทเคลื่อนมาจับใบหน้าที่ยังหลับใหล

ที่ผ่านมาเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้ยิ้มอย่างมีความสุขแบบนั้นออกมาได้ยังไงนะ

“ฉันจะพยายามเข้าใจ ว่าแต่...หมายถึงเพื่อนคนไหนล่ะที่แกไม่อยากเสียไป”
...............
.........
........
แนบไฟล์
someone1.JPG
someone1.JPG (34.68 KiB) เปิดดู 54400 ครั้ง
honey dew
 
โพสต์: 120
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. ธ.ค. 17, 2009 12:44 am

ย้อนกลับไปยัง เรื่องสั้น - นิยาย - การ์ตูน

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน

cron