Someone Like U #2-1 : ข่าวลือ

แน่นอน ถ้าท่านมีจินตนาการ และมีเรื่องที่อยากจะให้คนอื่นได้อ่านฝีมือท่าน ห้องนี้ไม่เลว

Moderator: koalar, Super_R, ศรีธนนชัย

Someone Like U #2-1 : ข่าวลือ

โพสต์โดย honey dew » พุธ พ.ย. 07, 2012 9:44 am

“นั่นไง ๆ มานั่นแล้ว ที่เค้าพูดกันสงสัยจะเป็นเรื่องจริงสินะ”

“ไม่อยากจะเชื่อเลย เห็นท่าทางซื่อๆอย่างนั้นร้ายน่าดูเลยเนอะ”

หญิงสาวเลิกคิ้ว มองกลุ่มนักเรียนหญิงที่ใช้สายตาแปลกๆ มองเธอตั้งแต่ก้าวเข้าประตูโรงเรียน

แม้จะไม่รู้เรื่องที่กำลังเป็นหัวข้อสนทนาก่อนหน้านี้ แต่แน่ใจว่าต้องมีเธอเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน

เรย์ไม่สนใจเสียงซุบซิบนินทา เพราะเธอเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ดีและนี่ไม่ใช่ครั้งแรก

ที่เธอถูกจับไปเป็นตัวเอกในเรื่องเล่าของหมู่นักเรียนหญิง เมื่อตอนม.ต้นเธอก็เคยโดนพวกผู้หญิงรุมรังแกเพียงเพราะ

เธอมีดวงตาสีน้ำตาลอ่อน และผมสีโค้ก ทำให้นักเรียนบางกลุ่มไม่พอใจถึงขั้นจะใช้กรรไกรตัดผมของเธอ

ดีที่ตอนนั้นมีคนมาช่วยไว้ทัน เธอจึงนับว่าเป็นคนที่มีภูมิคุ้มกันไฟริษยาของผู้หญิงด้วยกันอยู่ไม่น้อย

แต่ที่ไม่ทันสังเกตก็คือสายตาของชายหนุ่มที่มองตามหลังเธอไปอย่างใช้ความคิด

บนข้อมือของเขาสวมนาฬิกาเรือนสวยที่มีหน้าปัดสีส้ม

ชายหนุ่มร่างสูง ท่าทางทะมัดทะแมงเหมือนนักกีฬายืนไขว้ขาพิงกำแพงข้างตึก

แววตามองตรงไปข้างหน้าเหมือนกำลังเฝ้ารออะไรบางอย่าง จนเมื่อชายหนุ่มอีกคนที่มีส่วนสูงพอๆ กัน

ทว่าดูผอมบางกว่าเดินเข้ามาใกล้ เขาจึงยิ้มทักแล้วเดินเข้าไปหา

“แมชท์ ไม่เจอกันนานเลยนะ”

“นี่กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่” ชายหนุ่มเจ้าของชื่อที่ถูกเรียกประหลาดใจ

ที่ได้เห็นคนที่ไม่คิดว่าจะเจอมาปรากฎตัวตรงหน้า

“สักพักแล้วล่ะ โทษทีที่ไม่ได้มาหาแกเป็นคนแรก”

“นิวซีแลนด์เป็นไงบ้าง” ชายหนุ่มมองเพื่อนที่ไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนกับโครงการตั้งแต่อายุ 14

ตอนนั้นพวกเขายังเป็นเพียงนักเรียนชั้นมัธยมสามแต่มีโครงการหนึ่งที่รับสมัครนักเรียนอายุ 14-17

พวกเขาจึงลองสมัครดู แม้จะผ่านข้อเขียนทั้งคู่แต่เพื่อนเขาเป็นคนที่ผ่านสัมภาษณ์ด้วยบุคลิกที่ร่าเริง

เป็นตัวของตัวเอง และออกเดินทางหลังประกาศผล 5 เดือน ตั้งแต่ตอนนั้นก็ล่วงมา 1 ปีแล้ว

“ไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนแค่ปีเดียว จะมีอะไร ว่าแต่แกเหอะฉันไม่อยู่ปีเดียวมีแฟนไปรึยัง”

“ยังเลย ไม่มีเวลาว่างมาคิดเรื่องพวกนี้หรอก” ดวงตาสีเข้มฉายแววกังวลพาดผ่าน

“งั้นคนที่เป็นข่าวลือด้วยตอนนี้ล่ะ” ชายหนุ่มเข้าประเด็น ที่ทำให้เขามาดักพบเพื่อนเก่า

“ข่าวอะไร?” ใบหน้าของกัญจน์ปวีร์แสดงเครื่องหมายอย่างชัดเจน ทำให้คนถามต้องเลิกคิ้วสูง

“นี่ไม่รู้ตัวหรอ ว่าเป็นข่าวฮอตของโรงเรียนอยู่” เขาหยุดเดิน เมื่อคู่สนทนาชะงักเท้าอยู่กับที่

“ผู้หญิงที่ชื่อเรย์ ถ้าไม่ใช่แฟนแก ก็ช่วยเคลียร์ข่าวด้วย เพราะตอนนี้เธอโดนเอาไปใส่สีตีไข่จนดังไปทั้งโรงเรียนแล้ว”

ข่าวนี้แพร่ไปไวมาก เขาอาศัยหน้าตาและความเป็นกันเองเข้าไปสอบถามบรรดาสาวๆ ที่เป็นแหล่งข่าวชั้นดีมาแล้ว

มีคนเห็นทั้งคู่ออกมาจากบ้านของฝ่ายชายในตอนเช้า แล้วผู้หญิงคนนั้นยังถือกระเป๋าเสื้อผ้าในมืออีกด้วย

“เรื่องจริงไม่ได้เป็นอย่างที่พวกงี่เง่ากุข่าวขึ้นมาหรอก”

“แล้วมันเป็นยังไง” ชายหนุ่มที่ท่าทางอารมณ์ดีมาตลอด ปรับสีหน้าให้ดูจริงจังขึ้น เพราะเห็นว่าเพื่อน

ผู้สงบเยือกเย็นของเขา ตอนนี้กัดฟันแน่นจนกรามขึ้นสัน แถมมือยังกำเป็นหมัดจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อซึ่งไม่ใช่จะเห็นได้ง่ายๆ


...เสียงรองเท้านักเรียนหลายคู่ย่ำพื้นที่นองไปด้วยน้ำ ออกจากห้องน้ำหญิงชั้นสามของอาคารเรียน

เหมือนอยากพาตัวเองออกจากสถานการณ์ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องนี้โดยเร็ว ตอนนี้จึงเหลือแค่นักเรียนกลุ่มหนึ่ง

ยืนล้อมเป็นวงรอบนักเรียนหญิงตาสีน้ำตาลอ่อนที่ผมยุ่งเหยิงและเปียกไปทั้งตัว หยดน้ำไหลมาตามปอยผมที่เปียกชื้น

ก่อนจะหยดลงพื้นเป็นเสียงสะท้อนเบาๆ ใบหน้านิ่งเฉยมองกลุ่มคนรอบตัวด้วยแววตายโสดื้อรั้น

“เธอมันก็เหมาะกับของสกปรกๆ แบบนี้แหละ” หัวหน้ากลุ่มที่ยืนเท้าสะเอวอยู่มองด้วยสายตาดูแคลน

เท้าข้างหนึ่งเตะถังน้ำที่ล้มกลิ้งอยู่บนพื้นให้พ้นทาง ถังใบนั้นเคยใส่น้ำในห้องส้วมมาเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้า

หลังจากที่มันถูกใช้เป็นอาวุธระบายแค้นเพื่อความสะใจก็ถูกทิ้งขว้างไม่ไยดีอยู่บนพื้น

“หมาหมู่” เสียงรอดไรฟันออกมาจากปากที่ซีดขาว

“ว่าไงนะ!” คนตัวเล็กที่สุดในกลุ่มถลาเข้าไปกระชากผมสีน้ำตาลจนหญิงสาวหน้าหงาย “แน่จริงพูดออกมาอีกทีสิ”

สองมือดึงทึ้งกระชากหัวคนตรงหน้าไปมา

“หูหนวกรึไง บอกให้ลองพูดมาอีกทีไงล่ะ หรือแกไม่กล้า”

“จะพูดกับมันให้เสียเวลาทำไม ทำให้มันหายปากดีไปเลย” คนอื่นๆ พูดแทรกคนละประโยคสองประโยค

อยากจัดการเด็กผู้หญิงตรงหน้าให้หายแค้นใจเสียที ลูกพี่ของพวกเราแอบชอบกัญจน์ปวีมาตั้งนาน

แค่จะคุยยังไม่กล้าเพราะท่าทางตัดขาดสังคมของเขา แล้วผู้หญิงคนนี้เป็นใครถึงกล้าเข้าไปอยู่บ้านเดียว

กับผู้ชายที่สาวๆ หลายคนหมายปองหน้าตาเฉย ความไม่พอใจแทนลูกพี่ส่วนหนึ่ง

แต่ความริษยาที่ตนไม่ได้รับสิทธิ์นั้นมีมากกว่า

“แกอยู่บ้านเดียวกับแมชท์จริงๆ หรอ” คนที่ท่าทางเอาเรื่องและดูเหมือนจะเป็นหัวหน้ากลุ่มที่หลายคนยกย่องเป็นลูกพี่

เข่นเขี้ยวด้วยความโกรธแววตาริษยาเพ่งเล็งเหยื่ออย่างมาดร้าย

“หึ หึ” เสียงหัวเราะเพียงแค่นี้คือคำตอบ ทำให้หลายคนในที่นั้นฮึดฮัดเหมือนวัวกระทิง ที่ถูกมาธาดอร์ยั่วให้โกรธ

ฝ่ามือที่ถูกง้างสุดแรงฟาดลงมาที่แก้มของเด็กสาวดวงตาสีน้ำตาลอ่อน จนขึ้นรอยแดงเป็นริ้วๆ ใบหน้าเรียวสะบัดตามแรง

จนเซไปชนผนังด้านข้าง เรียกรอยยิ้มเหี้ยมของทุกคน

“อ๊ายย ยย” เสียงกรีดร้องสุดเสียงลากยาวออกมาจากริมฝีปากบาง ทว่าดวงตากลับเหมือนกำลังยิ้มเยาะ

ทุกคนที่ได้แต่ยืนตะลึง มองเด็กผู้หญิงที่กรีดร้องเป็นบ้าเป็นหลังอยู่กลางห้องน้ำ เสียงสะท้อนไปมา

หลายคนจะวิ่งเข้าไปปิดปากแต่เจ้าตัวที่รูปร่างเล็กบอบบางไม่รู้เอาเรี่ยวแรงมาจากไหน สะบัดฝูงแร้ง

ที่กำลังจะรุมทึ้งกระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง โดยที่ปากยังคงกรีดร้องไม่หยุด

“เกิดอะไรขึ้น” เสียงตะโกนดังมาจากหน้าห้องน้ำ ชายหนุ่มสองคนวิ่งเข้ามาโดยไม่สนใจว่านี่เป็นห้องน้ำหญิง

คนที่รวมตัวกันอยู่ในนั้นต่างตกใจจนหน้าซีดไปตามๆ กัน สายตาคมแข็งกร้าวจ้องมอง

เด็กสาวที่สภาพดูไม่จืดเพียงหนึ่งเดียวในที่นั้น

เขมกรที่ขอไปเข้าห้องน้ำก่อนกลับบ้านหายไปนานจนเขาเริ่มเป็นห่วง จึงไปเตร่ดูอยู่แถวหน้าห้องน้ำชั้นหนึ่ง

ของอาคารเรียน แต่ก็ไม่มีวี่แววจนกระทั่งได้ยินนักเรียนหญิงกลุ่มหนึ่งที่วิ่งลงมาจากตึกคุยกันเรื่องที่ห้องน้ำชั้นสาม

มีคนทะเลาะกัน หลังจากนั้นไม่นานก็มีเสียงร้องดังขึ้นเขากับธนนท์จึงรีบขึ้นมาดู

“มาซะทีนะ” เสียงแผ่วเบาออกมาจากปากที่ซีดลงกว่าเดิม รอยยิ้มโล่งใจเผยออกมาพอเห็นเพื่อนสนิท

ชายหนุ่มอีกคนที่เธอไม่ทันสังเกตเดินฝ่าวงล้อมเหล่าสตรีที่เคยฮึกเหิมตอนจะรุมคนเข้ามา

เมื่อเข้าถึงตัวคนเขาก็คว้าข้อมือเธอแสดงท่าทีปกป้อง แล้วพาออกไปจากที่แห่งนั้นอย่างรวดเร็ว

หญิงสาวตะลึงมองชายหนุ่มที่จับมือเธอไว้แน่น จะเรียกว่าเขาเป็นคนแปลกหน้าก็ไม่เชิง เพราะเธอเคยเจอเขามาก่อน

แต่ที่สงสัยคือ เขาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ได้ยังไงแล้วทำไมถึงโผล่มาพร้อมกับเพื่อนสนิทของเธอได้

“นี่ นายปล่อยฉันก่อน” หญิงสาวหันไปมองทางบันไดที่เพิ่งจะลงมา ช่วงเวลาตกตะลึงนั้น

เขาพาเธอมาอยู่หน้าตึกเรียนตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

“ที่เหลือปล่อยให้ต้นตอปัญหาเป็นคนจัดการเหอะ เธอมีแผลที่ไหนหรือเปล่า”

เขามองสำรวจร่างบอบบางที่เหมือนเพิ่งผ่านสมรภูมิรบมา ไม่อยากจะคิดว่าหากเขากับกัญจน์ปวีร์มาไม่ทัน

เธอจะตกอยู่ในสภาพไหน ตอนนี้เขาให้กัญจน์ปวีร์ไปรวบรวมรายชื่อนักเรียนหญิงกลุ่มนั้นมาแล้ว

จะเอาผิดคนก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร

“ต้นตอปัญหา นายหมายถึงแมชท์น่ะหรอ”

“งั้นสิ พวกนั้นไม่ได้บอกหรอว่ายกพวกไปรุมเธอเพราะอะไร” เขาไม่อยากจะเชื่อว่าผู้หญิงคนนี้

ไม่รู้เรื่องว่าทำไมตัวเองจึงตกเป็นเป้าของนักเรียนหญิงกลุ่มนั้น ทั้งที่เรื่องนี้เป็นเรื่องดังของโรงเรียนไปแล้ว

ที่เหลือก็แค่รอลุ้นให้อาจารย์ในโรงเรียนยังไม่ได้ยินข่าวลือนี้เท่านั้น

“พวกผู้หญิงจะกล้าบอกเรื่องแย่ๆ ที่ตัวเองคิดออกมาด้วยหรอ” จากประสบการณ์แล้ว ทุกครั้งที่เธอโดนกลั่นแกล้ง

ไม่มีใครจะยอมพูดออกมาว่าตัวเองทำไปเพราะความอิจฉาริษยา อย่างมากก็บอกแค่ว่าผู้ชายของตัวเอง

ถูกเธอแย่งไป ทั้งที่บางครั้งเธอไม่รู้จักผู้ชายพวกนั้นด้วยซ้ำ

“เธอไม่สนใจเลยหรอ ว่าพวกนั้นทำแบบนี้ทำไม”

“ไม่” เสียงของเธอเด็ดเดี่ยว ใบหน้าแสดงออกถึงความไม่แยแส ไม่ชอบก็คือไม่ชอบ

ยังต้องไปหาสาเหตุที่คนอื่นไม่ชอบตัวเองทำไมอีก ในเมื่ออีกฝ่ายไม่คิดจะฟังเหตุผลต่อให้พูดอะไรไป

ก็จะกลายเป็นคำแก้ตัว คนพวกนั้นไม่ต้องการความจริงอยากได้แค่ความสะใจที่ได้รังแกคนที่ตัวเองเกลียดก็เท่านั้นเอง

“แต่เรื่องนี้ฉันคงต้องบอกให้เธอรู้” เขาดึงมือเธอไปข้างตึกเรียนที่ไม่ค่อยมีคน แล้วค่อยพูดต่อ

“ตอนนี้คนเกือบทั้งโรงเรียนลือว่าเธอกับแมชท์อยู่บ้านเดียวกัน คงไม่ต้องให้ฉันพูดต่อมั้งว่าพวกนั้นเอาเรื่องนี้

ไปขยายให้ดูร้ายแรงแค่ไหน อีกไม่นานอาจารย์ก็คงจะเรียกพวกเธอไปถามเรื่องที่เกิดขึ้น

ฉันแค่อยากจะบอกให้เธอรู้ล่วงหน้าไว้ก่อน” เรื่องนี้เหมือนไฟลามทุ่ง วันนี้ข่าวแพร่ไปในหมู่นักเรียน

แต่วันหน้าไม่มีใครรับประกันว่าจะไม่ถึงหูอาจารย์

“เดี๋ยว นายรู้จักกับแมชท์ด้วยหรอ” สีหน้าของเธอฉงนสงสัยในเรื่องนี้มากกว่าข่าวลือพวกนั้น

ทำให้เขาได้แต่ทำหน้าเหวอ

.....เด็กนักเรียนสามคนกำลังนั่งกินก๋วยเตี๋ยวอยู่ในร้านที่ต่อยื่นออกไปริมน้ำ เด็กสาวเพิ่งรู้ว่าผู้ชาย

คนที่ซื้อนาฬิกาไปนั้นเป็นเพื่อนกับกัญจน์ปวีร์แล้วก็เรียนอยู่โรงเรียนเดียวกัน เธอย้ายมาเข้าโรงเรียนนี้

ตอนขึ้นมัธยมสาม เพราะเขาได้ทุนไปเรียนต่างประเทศหนึ่งปีช่วงนั้นพอดีและเพิ่งกลับมา เธอจึงไม่เคยเห็นเขามาก่อน

“ถ้ารู้ว่าเป็นเพื่อนกันแบบนี้ ก็จะได้คุยกันง่ายหน่อย นายเอานาฬิกาคืนแมชท์ไปแล้วฉันจะคืนเงินให้นายเอง”

หญิงสาวตักน้ำแกงขึ้นซด ปากก็พูดไม่หยุด ผมของเธอยังไม่แห้งดีแต่ถูกหวีให้เรียบร้อยแล้วไม่กระเซอะกระเซิงเหมือนก่อนหน้านี้

“นาฬิกา” กัญจน์ปวีร์ มองที่ข้อมือของป๊อกแล้วก็เข้าใจ “แกเองหรอที่ซื้อนาฬิกาฉันไป”

“รุ่นนี้หาซื้อที่ไหนก็ไม่ได้ราคาที่แกขายนี่นา” เขายกข้อมือขึ้นอวดของ นี่เป็นความภาคภูมิใจ

ในการต่อราคาของเขาที่ถูกจัดไว้ในอันดับที่หนึ่ง เขาไม่เคยรู้สึกว่าพรสวรรค์ในการต่อรองมีประสิทธิภาพเท่านี้มาก่อน

นั่นยิ่งทำให้เขมกรหน้าหดเหลือสองนิ้ว

“ฉันไม่รู้ราคาของขอโทษด้วยนะแมชท์ ทำให้เธอขาดทุนเลย” เธอเอ่ยเสียงอ่อย แต่แมชท์ได้แต่กินอาหารตรงหน้า

ไม่ได้ต่อว่าอะไร เขาไม่สนใจนาฬิกาเรือนนั้นอยู่แล้วตั้งแต่เขวี้ยงทิ้งไปตอนนั้นก็เกือบลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเคยมีของชิ้นนี้อยู่

“จะซื้อคืนฉันคงไม่ให้ เพราะถูกใจนาฬิกาเรือนนี้มานานแล้ว”

“หึ ทั้งที่รู้แล้วแท้ๆ ว่าเรื่องเป็นมายังไงยังไม่ยอมคืนให้เจ้าของอีก นายเป็นเพื่อนภาษาอะไรเนี่ย”

หญิงสาวเบ้ปาก ไม่คิดว่าผู้ชายคนนี้จะกล้าพูดแบบนี้ออกมาต่อหน้ากัญจน์ปวีร์ ดูท่าทางแล้วทั้งสองน่าจะเป็นเพื่อนที่สนิทกันมาก

“ช่างเถอะเรย์ ของขายไปแล้วจะไปเรียกคืนได้ไง เพื่อนก็ส่วนเพื่อนธุรกิจก็ส่วนธุรกิจ”

กัญจน์ปวีร์บอกอย่างใจกว้าง นาฬิกาเรือนนั้นลุงซึ่งเป็นพี่ชายบุญธรรมของพ่อคนนั้นเป็นคนมอบให้เขาในวันเกิด

ใจหนึ่งเขาก็อยากเก็บเอาไว้เตือนความจำไม่ให้ตัวเองลืมสิ่งที่ลุงบุญธรรมทำไว้ ตอนที่เขารู้เรื่องไม่ชอบมาพากลทั้งหมดของลุง

เขาเผลอขว้างนาฬิกาที่เขาเคยเก็บรักษาอย่างดีเรือนนั้นกับผนังห้องและไม่ได้เก็บมันขึ้นมา ตอนที่เรย์บอกเขาว่า

ขายนาฬิกาเรือนนั้นไปแล้ว เขาก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองรู้สึกเสียดายหรือไม่ที่ของดูต่างหน้าศัตรูถูกระบายออกไปแล้ว

แต่เขาก็ไม่มีความคิดที่จะไปขอคืนกลับมา

“ถ้าฉันเป็นเธอนะ ฉันเลิกคบเพื่อนอย่างนายนี่ไปแล้ว” หญิงสาวส่งสายตาไม่เป็นมิตรพุ่งตรงไปที่ชายหนุ่ม

ที่นั่งข้างเพื่อนสนิทของเธอจนเขาเกือบสำลัก แต่ยังไม่วายส่งรอยยิ้มตอบกลับมา

“เธอนี่เจ้าคิดเจ้าแค้นจริงๆ เลยนะ ไม่ชอบฉันขนาดนั้นเลยหรอ”

หญิงสาวไม่ได้โต้ตอบ แต่กลับตั้งหน้าตั้งตาสูดเส้นก๋วยเตี๋ยวในชาม โดยไม่สนใจคำพูดของเขา

ชายหนุ่มยกแก้วน้ำขึ้นมาดูดจนเกิดเสียงดังแล้ววางแก้วลงตรงหน้าแรงๆ เรียกความสนใจจากเพื่อนร่วมโต๊ะ

เบื้องหลังของเขาเป็นพระอาทิตย์ที่กำลังจะลาลับขอบฟ้า ประกายน้ำส่องกระพริบวิบวาวเหมือนใครทำหีบเพชรคว่ำลงกลางแม่น้ำ

รอยยิ้มที่ริมฝีปากกดลึกจ้องหน้าหญิงสาวที่หยุดการเคลื่อนไหวมาซักพักหนึ่งแล้ว

“ฉันจะทำให้เธอชอบฉันให้ได้!”

....
.......
..............
honey dew
 
โพสต์: 120
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. ธ.ค. 17, 2009 12:44 am

ย้อนกลับไปยัง เรื่องสั้น - นิยาย - การ์ตูน

ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน

cron