Someone Like U

แน่นอน ถ้าท่านมีจินตนาการ และมีเรื่องที่อยากจะให้คนอื่นได้อ่านฝีมือท่าน ห้องนี้ไม่เลว

Moderator: koalar, Super_R, ศรีธนนชัย

Someone Like U

โพสต์โดย honey dew » พฤหัสฯ. ก.ย. 06, 2012 3:06 am

....
.....
.......

รายชื่อนักเรียนที่ขาด

นายกัญจน์ปวีร์ ธนิกสกุล

เด็กสาวดวงตาสีน้ำตาลอ่อน เหลือบมองรายชื่อนักเรียนที่ขาดเรียนวันนี้บนบอร์ดข้างกระดานดำ

ที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงมา 3 วันแล้ว

ชื่อนั้นเป็นชื่อของเพื่อนนักเรียนชายในห้องที่เธอสนิทด้วยมากที่สุด แต่ถึงจะพูดอย่างนั้น ‘ความสนิท’

ของเธอและเขาก็ยังห่างไกลคำว่าไว้วางใจอยู่ดี ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่หายไปโดยขาดการติดต่อแบบนี้

ทุกคนในห้องรวมทั้งอาจารย์ต่างเห็นเธอเป็นความหวังในการติดตามตัว นายกัญจน์ปวีร์ให้เจอ

แต่บอกตามตรงว่าเธอก็จนปัญญาเหมือนกัน เพราะครั้งสุดท้ายที่เธอได้คุยกับเขาก็เมื่อสี่วันก่อน

ก่อนที่เขาจะขาดเรียนไปอย่างไม่ทราบสาเหตุนี่แหละ



เรียวขาเล็กในรองเท้าผ้าใบสีขาวถอยออกมายืนนิ่งหน้าประตูไม้บานใหญ่สีเข้ม หลังจากกดกริ่งหน้าประตูไปสองที

สักพักจึงได้ยินเสียงดังจากด้านในก่อนบานประตูจะเปิดออก

“เรย์...” ชายหนุ่มรูปร่างสูงจนทำให้หญิงสาวต้องเงยขึ้นเพื่อจะมองหน้าเขา เผยสีหน้าประหลาดใจที่ได้เห็นเธอ

“ไม่สบาย หรือว่าเป็นอะไรทำไมอยู่ๆ ก็ขาดเรียนไปล่ะ”

“มีเรื่องนิดหน่อย” ชายหนุ่มมองเลยไปด้านหลังเพื่อนผู้หญิงดวงตาสีน้ำตาลอ่อน เมื่อไม่เห็นใครอื่นอีก

ค่อยคลายแววกังวลลง

“จะไม่ให้ฉันเข้าไปข้างในหน่อยหรอ” เด็กสาวชะเง้อคอมองเข้าไปในบ้าน

“อย่าเลย ที่บ้านไม่มีใครอยู่”

“แล้วไง ?”

“...”

หญิงสาวแทรกตัวเข้ามาภายในรั้วบ้านที่เจ้าของไม่ทันได้อนุญาต เธอมองต้นไม้ใหญ่สองต้นที่หน้าบ้าน

พุ่มไม้เป็นหย่อมๆ สนามหญ้าสีเขียวที่ได้รับการดูแลอย่างดี ขณะรอเจ้าของบ้านเดินไปเปิดประตูบ้านด้านในให้

“นี่จะสอบแล้วนะ ทำไมยังหยุดยาวติดๆ กันแบบนี้ล่ะ ช่วงนี้เป็นช่วงที่อาจารย์จะเก็งข้อสอบให้นะ” หญิงสาวทิ้งตัวลง

ที่โซฟาสีครีมตัวยาวตัวโปรด ทุกครั้งที่มาแม้จะไม่บ่อยนักแต่เธอก็จะพุ่งมาที่เจ้าโซฟาตัวใหญ่กว้างขวาง

แถมนุ่มสบายตัวนี้แล้วเผลอหลับไปอยู่บ่อยครั้ง

“ข้อสอบก็อยู่ในหนังสือนั่นแหละ ถ้าเธออ่านหนังสือไปสอบก็ไม่จำเป็นต้องไปเก็งอะไรให้วุ่นวายหรอก”

เจ้าของบ้านรินน้ำหวาน ไว้สองแก้วถือมาให้เพื่อนที่ทำตัวเป็นเจ้าของบ้านแก้วหนึ่ง

“แล้วตกลง เธอมีปัญหาอะไรกันแน่” นี่แหละ จุดประสงค์หลักที่เธอมาหาเขาถึงที่บ้าน ปกติเพื่อนหนุ่มคนนี้

เป็นคนรักสันโดษ เขาเป็นคนที่หลายคนบอกว่าคบยาก จึงไม่มีเพื่อนสนิทสักคน เธอเองเป็นคนที่เข้ามาหา

เขาก่อน เพราะไม่ต้องการให้เขารู้สึกโดดเดี่ยว แม้เธอจะรู้สึกว่าที่ผ่านมาได้เข้าใกล้เขามากขึ้น

แต่ก็เป็นเพียงก้าวเล็กๆ เท่านั้น

กัญจน์ปวีร์ ยังคงมีเส้นขีดแบ่งกั้นเธอไว้เหมือนกับคนอื่นๆ แม้วงของเธอจะแคบกว่าเล็กน้อยแต่ก็ยังไม่ถึงกับอยู่

ในเส้นเขตแดนฝั่งเดียวกันกับเขา

“ปัญหาส่วนตัว” เขาปรายตามองและเน้นคำว่า ‘ส่วนตัว’

“แมชท์ ฉันเป็นเพื่อนเธอนะ และทุกคนนอกจากฉันเขาก็เป็นห่วงเธอทั้งนั้น” หญิงสาวทำท่าจริงจังขึ้น

เพื่อให้คำพูดเธอดูน่าเชื่อถือ แต่เขากลับทำเสียง หึ ขึ้นจมูกหนึ่งที แล้วเบนสายตาไปที่ตู้โชว์

สายตาเขาหยุดนิ่งอยู่ที่กรอบรูปสีทองใบใหญ่ที่ตั้งอยู่บนชั้นบนสุด

“พรุ่งนี้ไปโรงเรียนด้วยนะ นี่ไม่ใช่คำขอร้องแต่เป็นคำสั่งฉะนั้น เธอไม่มีทางเลือก เข้าใจไหม”

“จะคิดดูแล้วกัน” เขาทำหน้าเบื่อหน่าย ที่ผ่านมาเพื่อนผู้หญิงคนนี้ชอบเข้ามาวุ่นวายกับเรื่องในชีวิตของเขา

ไม่หยุดหย่อน ตั้งแต่หลวมตัวไปคุยตอบเธอวันนั้น เขาก็นึกเสียใจมาตลอด แต่ที่แปลกคือเขาไม่รู้สึกรำคาญ

หรืออึดอัดเลยสักนิด

.........................


“กัญจน์ปวีร์...นายนี่มันไม่รักษาคำพูดเลยจริงๆ” ดวงตาสีน้ำตาลหรี่มองบานประตูสีน้ำตาลเข้มตรงหน้า นิ้วเรียวเล็ก

เคาะเบาๆ เป็นจังหวะที่แขนระหว่างรอคนในบ้านปรากฎตัวออกมา 5 นาที ก็แล้ว 10 นาทีก็แล้ว ก็ยังไม่ได้ยิน

ความเคลื่อนไหวใดๆทั้งสิ้น นอกจากเสียงลมที่พัดแรงขึ้น เมฆทะมึนบนท้องฟ้าลอยใกล้เข้ามาทุกที เรย์กดกริ่งหน้า

ประตูไปอีกสองครั้ง ไม่ยอมให้คนในบ้านทำตัวเป็นเต่าหดหัว ไม่กล้าโผล่ออกมาจากกระดองอีก

ท้องฟ้าร้องครืนๆ หยาดฝนร่วงหล่นจากบนท้องฟ้า ที่หน้าประตูบ้านสีน้ำตาลเข้ม เด็กสาวอายุ 15 ในชุดนักเรียน

ยืนกอดอกสั่นงกๆ อยู่ตรงนั้นมา 20 นาทีแล้ว มีเพียงต้นไม้ใหญ่ริมรั้วที่กันฝนให้ แต่ลมกระโชกแรงทำให้ละอองฝน

พัดเข้าใส่เธออย่างไม่ปรานี

ร่างบางถอยไปจนชิดประตูเสียใจที่ลืมร่มไว้ที่ห้องเรียน ดวงตาสีน้ำตาลหลุบลงมองเม็ดฝนที่หล่นกระทบดิน

พลันสายตาก็ไปสะดุดเข้ากับป้ายประกาศไม่เล็กไม่ใหญ่ที่ริมรั้ว ‘ขายด่วน’ ด่านล่างเป็นเบอร์โทรศัพท์ที่เธอคุ้นเคย

เป็นอย่างดี เบอร์ที่เธอโทรมาหลายรอบในวันนี้แต่ไม่มีคนรับ เรย์ตัดสินใจกดกริ่งรัวๆ เธอเหลือบมองเห็นม่าน

ที่ชั้นสองไหวน้อยๆ เหมือนเคยมีใครยืนอยู่ตรงนั้นก่อนที่จะหลบไปอย่างรวดเร็ว

“นี่...แมชท์ เธออยู่บ้านใช่ไหม เปิดประตูให้ฉันหน่อยสิ แมชท์ เกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวเธอ

ฉันเห็นประกาศขายบ้านแล้วนะ ออกมาคุยกันหน่อยสิ นี่!” เด็กสาวตะโกนใส่อินเตอร์คอม

หลังบานหน้าต่าง ม่านหนาหนักสีทึมยังไม่ทำให้รู้สึกหนักหน่วงเท่าบรรยากาศภายในห้อง

เด็กหนุ่มหันหน้ามองไปนอกหน้าต่าง เขาได้ยินทุกคำพูดที่เด็กสาวยืนตากฝนตะโกนอยู่หน้าบ้าน

เสียงของเธอทะลุเข้ามาในห้องที่มืดทึบ ทำให้ใจเขาสับสนอย่างรุนแรง แต่ที่สุดก็ไม่ได้ขยับเท้าออกจากห้อง

เรย์เป็นเด็กผู้หญิงที่ร่าเริงสดใสสมวัย ไม่ว่าเมื่อไร รอยยิ้มเปิดเผยไร้เล่ห์เหลี่ยมของเธอก็จะปรากฏขึ้นทุกครั้ง เสียง

หัวเราะกังวานใส ทำให้เขาผ่อนคลาย และยอมให้เธอเข้าใกล้ได้มากกว่าคนอื่น ครั้งแรกที่เจอเธอ เขาได้ยินเพียง

เสียงร้องเพลงของเธอขณะเดินผ่านห้องดนตรีในเช้าวันหนึ่ง หลังจากนั้นก็สะดุดหูกับเสียงคุ้นเคยที่ดังมา

จากหญิงสาวเพื่อนร่วมห้อง ที่เขามารู้ตอนหลังว่าเธอมักมาโรงเรียนแต่เช้าแล้วขลุกอยู่ในห้องดนตรีเพื่อร้องเพลง

เล่นเปียโน และเธอก็เป็นคนคนเดียวกับเจ้าของเสียงปริศนาที่ทำให้เขาหยุดเท้าลงที่หน้าห้องดนตรีคนนั้น

ถ้าเรย์เปรียบเป็นฤดูร้อนที่เต็มไปด้วยสีสัน ตัวเขาก็เหมือนหน้าพายุที่มีแต่ความอึมครึมชวนหวั่นเกรง

.............................................

“อดทนเวลาที่ฝนพรำ ...อย่างน้อยก็ทำให้เราได้เห็นถึงความแตกต่าง เมื่อวันเวลาที่ฝนจาง ฟ้าก็คงสว่าง

และทำให้เราได้เข้าใจ ว่ามันคุ้มค่าแค่ไหนที่เฝ้ารอ”

รอยยิ้มที่เบาบางแทบมองไม่เห็นปรากฏบนใบหน้าเด็กหนุ่มร่างสูงแค่ช่วงเวลาสั้นๆ อาหารเช้าของเขามีรสชาติขึ้น

เพราะเสียงร้องผ่านอินเตอร์คอมเป็นวันที่สามแล้ว และเมื่อเขาออกไปหน้าประตูบ้านก็จะเห็นสมุดเลคเชอร์ห่อด้วย

พลาสติคเสียบอยู่ที่ช่องรับจดหมาย

แมชท์เดินไปเปิดประตูหน้าบ้านหยิบสมุดเลคเชอร์ออกมาเปิดดู ยังไม่ทันที่จะอ่านข้อความในนั้นข้อมือของเขา

ก็โดนคว้าไว้เสียก่อน

“จับได้แล้ว” เรย์กระโดดออกมาจาก มุมเสาที่ซ่อนตัวอยู่ เธอสังเกตว่าสมุดเลคเชอร์ของเธอหายไปในวันที่สอง

แปลว่าเขาต้องกลับมาบ้านอย่างแน่นอน วันนี้เธอจึงดักซุ่มรออยู่ คิดว่าจะใช้เวลานานกว่านี้เสียอีก แต่ไม่ทันไรเขาก็

โผล่ออกมาให้จับตัวซะแล้ว

“เธอ...ไม่ไปโรงเรียนหรือไง เดี๋ยวก็สายหรอก” ชายหนุ่มพยายามแกะมือออกจากการเกาะกุม

“วันนี้ฉันลาหยุด เพราะจะมาติวหนังสือให้เธอ ไม่เข้าเรียนตั้งหลายวันคิดว่าจะตามคนอื่นทันหรือไง

ถึงจะหัวดี แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะโชคดีด้วยนะ เกิดอาจารย์ออกข้อสอบนอกตำราขึ้นมาจะทำไง”

“ฉันไม่ว่าง อ่านแค่เลคเชอร์ของเธอก็พอแล้ว” ชายหนุ่มเดินหนีเข้าบ้าน ปล่อยให้แขกอย่างเธอปิดประตูรั้ว

แล้วรีบวิ่งตามเข้ามาเพราะกลัวว่าเขาจะขังเธอไว้ข้างนอก

“เธอทำอะไร ถึงไม่ว่างฉันไม่เห็นเธอจะออกจากบ้านไปไหนเลย เอ่อ แล้วเรื่องบ้าน เธอขายได้หรือยัง”

เรย์แอบลุ้นคำตอบของเขา เธอไม่อยากให้เขาย้ายบ้านไปที่อื่น เพราะจากที่นี่นั่งรถเมล์ป้ายเดียวก็ถึงบ้านเธอแล้ว

“เรย์ ฉันมีปัญหาจริงๆ ตอนนี้ยังบอกเธอไม่ได้ ไว้ให้ทุกอย่างดีขึ้นก่อนฉันจะบอกเธอเอง”

“ฟังนะแมชท์ เพื่อนน่ะ เขามีไว้ให้นึกถึงยามที่เจอกับปัญหาแล้วก็เป็นทุกข์แบบในตอนนี้แหละ

ไม่ใช่มีไว้แค่คอยแสดงความยินดีเมื่อปัญหามันผ่านไปแล้วอย่างเดียว” เรย์พูดจริงจัง จ้องตาเขาไม่กะพริบ

ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกถึงกระแสธารอบอุ่นเล็กๆ ที่ไหลผ่านในหัวใจอันเหน็บหนาวและอ้างว้าง ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นั้น

ไม่ได้โกหก ร่องรอยของความเสียใจยังหลงเหลืออยู่จนเขาสัมผัสได้ ที่ผ่านมาเขาคิดจะเก็บความทุกข์ไว้กับตัว

แต่ไม่เคยรู้เลยว่าทำให้เธอต้องเป็นทุกข์ เพราะความเป็นห่วงเขาไปด้วย และมันทำให้คนอย่างเขาเกิดความรู้สึก

ที่เขาไม่คิดว่าจะมีให้ใครได้ ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ครั้งนั้น นั่นก็คือความ ‘เชื่อใจ’

.........................................

“เสื้อมือสองราคาไม่แพงค่ะ ของแท้สภาพดีขนาดนี้หาไม่ได้แล้วนะคะ” เสียงเจื้อยแจ้วร้องตะโกนหาลูกค้า

ในตลาดนัดของมือสอง บนเสื้อปูรองเต็มไปด้วยเสื้อผ้า รองเท้ามียี่ห้อที่วางขายในราคาถูก

เด็กหนุ่มร่างสูงในชุดลำลองกางเกงขาสั้นเหนือเข่า ยื่นขวดน้ำเย็นเจี๊ยบให้เด็กสาวดวงตาสีน้ำตาลอ่อน

ที่ร้องเชิญชวนลูกค้าอย่างขะมักเขม้นขณะนั่งยองๆ ลงข้างๆ

“เที่ยงแล้ว พักก่อนเหอะ”

“เห้ย กำลังขายดีเดี๋ยวบ่ายๆ ค่อยไปกิน” หญิงสาวหยิบเสื้อใส่ถุงกระดาษให้ลูกค้าด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แม้เธอ

ไม่เคยเป็นแม่ค้ามาก่อน แต่ก็รู้เคล็ดลับในการเรียกลูกค้าดีกว่าเขาแน่ ถ้าหมอนั่นนั่งเฝ้าร้านด้วยหน้าตาไม่รับแขก

แบบนี้ ต่อให้แจกฟรีก็ไม่แน่ว่าจะมีใครกล้าเข้ามาหยิบของไปเหมือนกัน

“งั้นเดี๋ยวฉันไปซื้อข้าวให้อยากกินอะไรล่ะ”

“อะไรก็ได้ที่กินง่ายๆ ข้าวมันไก่ หมูแดง กับราดข้าวเอามาเหอะกินได้หมดแหละ ตัวนั้นสภาพดีมากเลยนะ

ใส่ไม่กี่ครั้งเอง”

สั่งข้าวเสร็จก็หันไปทำหน้าที่นักขายมือทองต่อทันที ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนเดินไปทางทิศที่จะมุ่งตรงไปยัง

ร้านขายอาหาร ปล่อยให้เรย์แสดงศักยภาพเต็มที่

“นาฬิกาเรือนนั้น เท่าไหร่ครับ” ลูกค้าคนหนึ่งเดินเข้ามาหยุดชี้มือไปทางกล่องนาฬิกาที่หญิงสาวเพิ่งหยิบ

ออกมาวางบนเสื่อ

“เรือนนั้นหรอ...” นั่นสิ เจ้าของไม่อยู่ด้วยจะให้เธอประเมินราคาก็ไม่แน่ใจว่าจะวางตัวเลขไว้ที่เท่าไหร่ดี

หญิงสาวได้แต่เม้มปาก ใช้ความคิดเมื่อคนถามเห็นเธอนิ่งไปนานก็อดถามขึ้นมาไม่ได้

“ไม่ได้ตั้งราคาไว้หรอ งั้นขอซื้อสองพันขายมั้ย”

“สะ...สองพันหรอ ขาย!” ให้ตายเหอะนั่นมันราคามากกว่ารายได้ทั้งหมดที่เธอนั่งขายของมาตั้งแต่เช้าอีกนะ

นายคนนี้เป็นลูกเศรษฐีที่ไม่รู้จะเอาเงินไปใช้ทำอะไรหรือไงนะ รอยยิ้มปรากฎบนใบหน้าแม่ค้าจำเป็นที่จัดการสินค้า

ส่งให้ถึงมือลูกค้าอย่างรวดเร็ว เพราะกลัวว่าเขาจะเปลี่ยนใจ

“นี่ของคุณหมดเลยหรือครับ” ชายหนุ่มมองสินค้าชิ้นอื่นๆ ที่มีทั้งเสื้อผ้า กางเกง รองเท้าที่เป็นของผู้ชายทั้งนั้น

“ของเพื่อนค่ะ มาช่วยเขาขายลองดูอย่างอื่นไปด้วยมั้ยคะ ของแท้แน่นอนไม่มีย้อมแมวค่ะ” นานๆ

จะเจอลูกค้ากระเป๋าหนัก ถ้าตะล่อมขายเขาได้อีกซักชิ้นสองชิ้นวันนี้เธอก็ไม่เหนื่อยแล้ว คิก คิก

“เข็มขัดเส้นนั้น เท่าไหร่ครับ” ชายหนุ่มหยิบเข็มขัดหนังสีน้ำตาลขึ้นมาพิจารณาดู มันยังอยู่ในสภาพดี

ท่าทางเจ้าของจะเป็นคนทะนุถนอมของใช้ไม่น้อย ชายหนุ่มเหลือบมองของชิ้นอื่นๆ ที่ยังดูเหมือนใหม่เกือบทุกชิ้น

มีบางชิ้นที่มีตำหนิบ้างแต่ก็เป็นจุดเล็กๆ เท่านั้น

“เส้นนั้นแปดร้อยแปดสิบ ถูกสุดๆเลยใช่มั้ยหนังแท้สภาพดีเหมือนมือหนึ่งเลย”

“ห้าร้อยได้มั้ย”

หา ! หะ ห้าร้อย หนุ่มใจปั้มที่ซื้อนาฬิกามือสองเรือนละสองพันเมื่อกี้หายไปไหนแล้ว

เขาถึงกล้าต่อจนเธอได้แต่มองตาค้างแบบนี้

“นะ นั่นของ Mont blanc ราคาเกือบหกพันเลยนะ” ถึงจะมือสองแต่ถ้าบอกว่ามือหนึ่งก็ไม่มีใครกล้าเถียงเลยนะ

เพราะเพื่อนของเธอแทบไม่ได้ใช้เลยด้วยซ้ำยังเก็บไว้อย่างดีอยู่ในกล่องเรียบร้อยอีกต่างหาก

ไอ้หมอนี่กล้าต่อเข็มขัดเส้นละห้าพันกว่าเหลือห้าร้อยเลยหรอ

“แต่ก็เป็นของใช้แล้วนี่ แถมตรงนี้มีรอยถลอกด้วย”

“ไหน” หญิงสาวรีบคว้าสินค้ามาตรวจสอบ แล้วก็พบรอยขีดเล็กๆ เหมือนเล็บแมวข่วนความยาวไม่ถึงครึ่งเซนต์ตรง

ปลายเส้น

ระ รอย แค่นี้ ราคา 380 เลยหรอเนี่ย เธอเงยหน้ามองลูกค้าที่กำลังยิ้มละลายใจส่งมาให้ เรย์เพิ่งจะได้มองเขาอย่าง

ละเอียดก็ตอนนี้ และต้องยอมรับว่าเธอแอบเคลิ้มไปชั่วครู่ คำว่า ‘หล่อ’ ถูกเอามาใช้ได้ก็จริงแต่เธอรู้สึกว่า

น่าจะมีคำที่ดีกว่านี้มาใช้บรรยายรูปหน้าคมเข้มที่เหมือนมีออร่าเปล่งประกายมาจากรอยยิ้มสดใสนั้น

แต่ก็นึกไม่ออกว่าในพจนาณุกรมจะมีคำคำนั้นหรือเปล่า

“งั้นเจ็ดร้อยแล้วกันผมเพิ่มให้คุณตั้งสองร้อยนะ ในขณะที่คุณเสียให้ผมแค่ร้อยกว่าบาทเอง”

อืม ฟังดูก็คุ้มดีนะ หญิงสาวพยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วยกับการเจรจาต่อรองในครั้งนี้ เข็มขัด Mont blanc

ที่ราคาจริง 5,500 บาท จึงถูกปล่อยออกไปในราคา 700 และดูเหมือนลูกค้าเทพบุตรสุดหล่อของเธอจะแถมรอยยิ้ม

สว่างไสวให้เป็นกำไรกับเธอด้วยก่อนจากไป ทำให้หญิงสาวได้แต่หยีตาสู่ความระยิบระยับของรัศมีบางอย่าง

จากรอบกายเขา

“หิวจนตายลายหรือไง นี่ข้าวหน้าเป็ด” แมชท์ยื่นกล่องข้าวไปให้หญิงสาวตรงหน้าที่สะบัดหัวน้อยๆ

ให้ตัวเองหลุดจากภวังค์อันร้ายกาจ

“อ่อ นี่เมื่อกี้ฉันขายของสองอย่างได้เกือบสามพันแน่ะ” คนพูดดวงตาเป็นประกายวิ้งๆ

“ค้นพบแนวทางของตัวเองแล้วสินะ”

“หึ คนเราลองได้พยายามแล้วอะไรก็ทำได้ทั้งนั้นแหละ เธอนั่นแหละหัดยิ้มรับลูกค้าบ้าง นี่มาฉันจะสอนให้

ฉีกยิ้มเข้าไว้ เชิญครับ เลือกดูเลือกชมสินค้ามือสองราคาไม่แพงคุณภาพดีกันก่อน” เรย์ผายมือกวาดไปทาง

สินค้าหน้าร้าน ที่มีแค่เสื่อหนึ่งผืนปูรองบนพื้น

“ท่าทางแบบนั้นมันเหมาะกับเธอมากกว่า งั้นเธอก็ทำไปคนเดียวแล้วกันฉันจะนั่งชื่นชมความสำเร็จของเธออยู่ตรงนี้

แหละ”

หน้าตาเขาบอกเลยว่าพูดจริงทำจริง ทำให้เธอหยุดทำเรื่องที่ทำไปก็เปล่าประโยชน์แล้วหันกลับมากินข้าวต่อ

“เอ่อ เธอจดราคาของที่อยากขายไว้ก็ดีนะ เพราะของบางอย่างฉันจำราคาไม่ได้ อย่างนาฬิกาเมื่อกี้

ก็ไม่รู้จะขายเท่าไหร่ ดีที่ลูกค้าเสนอราคามาก่อน”

“นาฬิกา ?” เขาจำไม่ได้ว่าเอานาฬิกาเก่าเรือนไหนมาขายด้วย ส่วนมากจะเป็นพวกเครื่องแต่งกายที่ไม่ค่อยได้ใช้

และอยู่ในสภาพดีเท่านั้น

“นาฬิกา หน้าปัดสีส้มๆ น่ะ ลืมดูยี่ห้อแต่ขายไปได้สองพันแน่ะ”

“...”

“ฉันขายถูกไปหรอ...”

“เธอไปเอานาฬิกานั่นมาจากไหน”

“เออ” หญิงสาวกลอกตาขึ้น ใช้ความคิด เธอจำได้ลางๆ ว่าตอนที่แมชท์บอกเธอว่าจะขายของมือสองเธอก็ไปช่วย

เลือกเสื้อผ้าของใช้ของเขาในห้องตามที่เขาบอก แล้วจำได้ว่าตอนที่กำลังเก็บห้องหลังจากรื้อค้นห้องเขา

ซะกระจุยกระจายแล้ว ก็ไปเจอนาฬิกาเรือนนั้นตกอยู่ข้างหัวเตียง ตัวเรือนโผล่ออกมาจากกล่องเกือบครึ่ง

คิดว่าเขาคงไม่ใส่แล้วเลยคว้าติดมือมา

“ใช่แล้วๆ ฉันเก็บมาจากข้างเตียงเธอไง”

ชายหนุ่มกลับไปสนใจอาหารกล่องตรงหน้า และไม่พูดถึงเรื่องนาฬิกาอะไรนั่นอีก แต่สีหน้าเขาดูแปลกๆ

ทำให้เธออดสงสัยไม่ได้ ได้แต่เก็บความข้องใจไว้ไม่กล้าพูดอะไรออกไป

..............................................

“สะ...สามหมื่น!” มือสองข้างที่ปิดปากเล็กๆ อยู่เกือบจะร่วงลงข้างตัว หลังจากเธอคาดคั้นจนได้ชื่อยี่ห้อ

และรุ่นของนาฬิกาแล้วก็แทบเป็นลมล้มพับคาจอคอมพิวเตอร์ที่ปรากฎรูปของนาฬิกาเรือนนั้นพร้อมราคาที่คาดไม่ถึง

กรี๊ด ! ไอ้ลูกค้าเทพบุตรนั่นใช้รอยยิ้มมาหลอกล่อเธอซื้อนาฬิกาเรือนละสามหมื่นกว่าไปได้แค่สองพัน

อะไรนะ ! สองพันที่เธอคิดว่าตัวเองได้กำไรเหนาะๆ กลับเป็นมหาลาภที่เขาฉกไปซึ่งหน้า มิน่ารอยยิ้มของเขา

ถึงกว้างจนเกือบไปถึงใบหู คำพูดต่อราคาของเขายังดังกังวานจนน่าบีบคอ

‘งั้นเจ็ดร้อยแล้วกันผมเพิ่มให้คุณตั้งสองร้อยนะ ในขณะที่คุณเสียให้ผมแค่ร้อยกว่าบาทเอง’

เขาเพิ่มให้เธอสองร้อยจากราคาที่ต่อ เธอเสียให้เขาร้อยกว่าบาทเท่านั้นฟังเหมือนจะได้กำไร

แต่ราคาร้อยกว่าบาทนั่นคือ 180 ก็หมายความว่าเขาเสียเปรียบเธอแค่ 20 บาทเท่านั้นในการเจรจาราคากลาง

เอ๊ะ เสียเปรียบงั้นหรอ หมอนั่นยกเรื่องรอยขีดข่วนเล็กน้อยแทบมองไม่เห็นนั้นมาต่อราคาเข็มขัดสภาพดีราคา 5,500

เหลือ 700

โดยยังทำเหมือนตัวเองเป็นคนใจกว้างยอมเสียเปรียบซะเองอีกต่างหาก

“อ๊ายยยย !” เสียงกรีดร้องดังออกมาจากห้องนอนสีหวานของหญิงสาว จนแมวน้อยลายเสือสีเทาที่นอนขดอยู่บน

กำแพงต้องเงยหน้ามองขึ้นไปทางทิศของเสียงที่มา ก่อนจะเลียมือสามสี่ที่แล้วขดตัวกลับไปนอนต่อ

......................................................................................................................................
:flowerflow:
honey dew
 
โพสต์: 120
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. ธ.ค. 17, 2009 12:44 am

ย้อนกลับไปยัง เรื่องสั้น - นิยาย - การ์ตูน

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน

cron